แสงไฟฟ้าในห้องโถงส่องสว่างไปทั่วโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยกับข้าว หมูตุ๋นซีอิ๊วสีน้ำตาลเข้มมันวาว ผักเขียวผัดสดใหม่ยังมีไอร้อนจากกระทะ ทว่าเหมียวชูที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกลับเท้าคางไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง สายตาคอยเหลือบมองขนมถั่วเขียวตรงมุมโต๊ะเป็นระยะ ฝีมือทำขนมของยายเม่ยยอดเยี่ยมจริง ๆ แป้งกรอบร่วนเป็นเศษ ไส้ถั่วหวานกำลังดี ตอนบ่ายเธอแอบกินไปตั้งสามชิ้น ตอนนี้ท้องอืดแน่นราวกับยัดกลองใบเล็กไว้ข้างใน
ฝีมือสูสีกับยายเมิ่งเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ยายเมิ่งเป็นอย่างไรบ้าง
เยว่หว่านชิงเดินเข้ามา ใช้ปลายนิ้วจิ้มแก้มลูกสาวเบา ๆ เสียงพูดเจือรอยยิ้มแต่แฝงความตำหนิเอ็นดู “เจียวเจียว บอกให้กินข้าวก่อนก็ไม่ยอมฟัง แอบไปกินขนมอยู่ใต้ระเบียงอีกแล้วหรือ”
เหมียวชูรีบโบกมือ แก้มแดงระเรื่อ “หนูไม่หิวค่ะคุณแม่” เธอเลี่ยงเรื่องอาหาร แล้วหันไปถามเหมียวเจ๋อหัวที่เพิ่งก้าวเข้าประตู “พ่อคะ จดหมายถึงลุงต้าหย่งส่งออกไปแล้วหรือยัง” จริง ๆ แล้วสิ่งที่เธออยากถามไม่ได้มีแค่จดหมาย แต่ยังรวมถึงปืนสองหีบที่พ่อเอาติดตัวไปด้วยตอนออกจากบ้าน
“ส่งแล้ว” เหมียวเจ๋อหัวถอดเสื้อคลุมตัวยาวออก เยว่หว่านชิงรีบรับไปแขวนไว้บนราวเสื้อ
เขาเดินไปนั่งข้างโต๊ะ ลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ “เดิมทีพ่อคิดจะฝากเนื้อวัวอบแห้งไปให้สักสองกระป๋อง แต่ตอนนี้ด่านตรวจเข้มงวด ของกินถูกยึดได้ง่ายที่สุด สู้สอดธนบัตรไว้ในจดหมายยังจะปลอดภัยกว่า คนที่อยู่ในสนามรบมีหรือจะไม่คิดถึงคนที่บ้าน แต่จดหมายไม่ใช่ของที่จะหายกันง่าย ๆ ส่วนอาหารนั้นไม่แน่”
เขาเหลือบมองค่ำคืนที่มืดครึ้มขึ้นนอกหน้าต่าง แววคมวาบผ่านดวงตา จากวันที่เขามอบปืนให้สวี่เชิงประกอบกับสภาพอากาศในวันนี้ เขาคาดได้ว่าพวกนั้นจะลงมือกันวันนี้
