“ใจเย็นก่อน…”
หวังจื้อหย่วนกลืนน้ำลาย ก่อนเสนอว่า “เรื่องนี้ให้ผมจัดการเองดีไหม?”
“ได้”
หลี่ฝูเซิงโยนจ้าวจื่อเซิ่งลงกับพื้นอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินจากไปอย่างผึ่งผาย
เขาไม่กังวลเลยว่าจะมีใครกล้าขวาง
หวังจื้อหย่วนหันไปสั่งลูกน้องที่อยู่ข้างกาย “แจ้งกองบัญชาการรักษาความปลอดภัย ให้พาคนพวกนี้กลับไปให้หมด”
พูดจบก็รีบตามหลี่ฝูเซิงไป
“ซาตาน…”
“มีอะไรอีก?”
หลี่ฝูเซิงหยุดเดินแล้วถาม
หวังจื้อหย่วนหยิบบุหรี่ออกมา ยื่นให้เขามวนหนึ่ง “ผมอยากคุยกับคุณดี ๆ สักหน่อย”
“ได้ อยากคุยเรื่องอะไร?” หลี่ฝูเซิงไม่ได้ปฏิเสธ
ในเมื่ออีกฝ่ายสุภาพกับเขาขนาดนี้ เขาก็ควรให้เกียรติสักหน่อย
หวังจื้อหย่วนยิ้มเจื่อน ๆ “ตรงนี้คนเยอะ เราไปหาที่เงียบ ๆ คุยกันเถอะ”
หลี่ฝูเซิงพยักหน้าตกลง แล้วขึ้นรถของเขา
หวังจื้อหย่วนขับรถไปพลางพูดไปพลาง “ซาตาน ผมขอเตือนคุณสักเรื่อง ที่นี่คือหัวเซี่ย ไม่ใช่ต่างประเทศ ไม่ใช่ที่ที่คุณจะทำอะไรตามใจได้”
“อย่างนั้นหรือ?”
หลี่ฝูเซิงย้อนถาม
ความจริงที่เขาลงมือต่อหน้าหวังจื้อหย่วนเมื่อครู่นี้ ก็เพราะอยากหยั่งเชิงดูว่าองค์กรที่หกมีขีดจำกัดกับเขาแค่ไหน
ดูจากตอนนี้แล้ว เข้มงวดกว่าที่คาดไว้เสียอีก
“ไม่ว่าคุณจะทำตัวเหนือกฎหมายแค่ไหนในต่างประเทศ พวกเราก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้ แต่…”
“ไม่ว่าใครก็ตาม ขอแค่ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินหัวเซี่ย ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของหัวเซี่ย”
“ถ้าใครกล้าลองเหยียบย่ำกฎหมายของเรา ไม่ว่าเป็นใคร พวกเราจะลงโทษอย่างหนักโดยไม่มีข้อยกเว้น”
