ไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ ชีซู้จึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋อง รอข้าหนึ่งเค่อได้หรือไม่ หากผ่านไปหนึ่งเค่อแล้วยังตัวร้อน ค่อยตามหมอก็ยังไม่สาย”
อู๋ซวี้ก้มมองมือที่กำชายแขนเสื้อของตนแน่น เงียบไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้ารับ
นางก้าวไปยังโต๊ะ ดื่มน้ำอุ่นหนึ่งถ้วย ค่อย ๆ สงบจังหวะหัวใจและลมหายใจ ไม่นานก็ย้อนกลับมายืนตรงหน้าเขา “ท่านอ๋อง ข้าไม่ได้ตัวร้อนจริง ๆ”
อู๋ซวี้ยื่นมือแตะหน้าผากนางอีกครั้ง สายตากวาดมองใบหน้านางไปมา แฝงแววสงสัยอยู่ในความพินิจ
ชีซู้กลั้นหายใจ กลัวว่าตนจะกลับมาตัวร้อนอีก จึงไม่กล้าจดจ่ออยู่กับเขา ฝืนบังคับตนให้นึกถึงความคับแค้นที่เคยประสบมาตลอดหลายปีให้ครบถ้วน
เมื่อแน่ใจว่าร่างกายนางไม่ร้อนอีกแล้ว อู๋ซวี้จึงชักมือกลับ
ชีซู้ถอนหายใจโล่งอก น้ำเสียงผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย “ขอบคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง ท่านอ๋องรีบพักผ่อนเถิด”
นางรีบก้าวขึ้นเตียง ทว่าเขายื่นมือมารั้งไว้
สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน น้ำเสียงขรึมลงราวกับผู้ใหญ่กำชับ “รอให้ผมแห้งสนิทก่อนค่อยเข้านอน”
นางชะงักเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าเขาจะใส่ใจเรื่องที่ผมของนางยังไม่แห้ง จึงพยักหน้าแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบผ้าแห้งขึ้นมาบิดผมทีละปอย
ผ่านกระจกทองแดง นางเห็นเขาขึ้นไปนอนบนเตียงก่อน จึงโล่งอก รออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อคิดว่าเขาหลับแล้ว จึงดับเทียนและย่องขึ้นเตียงไปนอนด้านใน
ทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงช่วงแขน เมื่อนึกถึงสมุดที่ซ่อนอยู่ใต้หมอน นางก็ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย
ครู่ต่อมา ในค่ำคืนอันเงียบสงัดก็มีเสียงเย็นชาของเขาดังขึ้น
“ห่มผ้าให้ดี”
ชีซู้ไม่ได้ตอบ เพียงเชื่อฟังดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไหล่
คืนนั้นนางหลับไม่สนิทนัก ยามเช้าตรู่รู้สึกได้ว่าฝ่ามือของเขาแนบลงบนหน้าผากอีกครั้ง หยุดอยู่ไม่กี่ลมหายใจก่อนจะผละออก
