วันรุ่งขึ้น หลังชีซู้เพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จ แม่นมฝางก็พาสาวใช้คนหนึ่งซึ่งประคองห่อผ้าเข้ามา “พระชายา ท่านอ๋องให้คลังนำของมาส่งเพคะ”
สาวใช้ประคองของไว้ด้วยสองมือ ก่อนวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
แม่นมฝางแก้ห่อผ้าออก เผยให้เห็นหนังจิ้งจอกดำผืนใหญ่ ขนดำขลับเป็นมัน ตรงขอบมีประกายเงินจาง ๆ เคลือบอยู่ชั้นหนึ่ง
ชีซู้ยื่นมือไปลูบไล้ สัมผัสนุ่มละมุน ทั้งยังอบอุ่น เป็นหนังชั้นเลิศอย่างยิ่ง
หนานจือขยับเข้ามาดู ก่อนพึมพำเสียงเบา “ผ้าราคาแพงเช่นนี้ หากนำไปทำถุงอุ่นมือสักใบ เกรงว่าแม้แต่เศษขอบก็ยังใช้ไม่หมด...”
แม่นมฝางเหลือบมองนาง มุมปากกลับกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ “ท่านอ๋องทรงเอ็นดูพระชายา เจ้าจะไปยุ่งว่าพระองค์จะทรงใช้มากน้อยเพียงใดทำไม”
หนานจือพยักหน้ารับไม่หยุด ก่อนจะยิ้มแย้มไปหยิบด้ายกับเข็ม
ชีซู้นั่งลงใต้หน้าต่าง เริ่มเลาะถุงอุ่นมือใบเดิม ด้านในเผยให้เห็นขนแมวสีเทาอมเหลืองก้อนหนึ่ง
นางค่อย ๆ หยิบออกมา แล้วประคองไว้ในฝ่ามืออย่างเบามือ
ขนบริเวณโคนเป็นสีเทาขาวตามวัยของแมว ทว่าขนยังสะอาดและนุ่มละเอียด
ตลอดสิบเอ็ดปีที่อยู่ในหุบเขาหลิงอวิ๋น ฉินซูเหอคงดูแลฝูฝูเป็นอย่างดี
นางดึงความคิดกลับมา วางขนแมวไว้ข้างกายอย่างทะนุถนอม จากนั้นหยิบหนังจิ้งจอกดำที่ตัดเตรียมไว้มาเทียบขนาด ร้อยด้ายเข้ารูเข็ม แล้วก้มหน้าลงเย็บ
แสงตะวันเคลื่อนผ่านกรอบหน้าต่าง ตกกระทบบนคิ้วตาที่หลุบต่ำ หนังจิ้งจอกดำในมือค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ราวหนึ่งชั่วยามกว่า ถุงอุ่นมือก็ขึ้นรูปเป็นเค้าโครง มีขนาดใหญ่กว่าใบเดิมเล็กน้อย
