ชีซู้พลันเข้าใจ “ท่านอ๋องคิดจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างจับเขาเข้าคุก แล้วบีบให้เขาสารภาพเรื่องกลั่นแกล้งฟ้องร้ายอาเหิงใช่หรือไม่”
“อืม” อู๋ซวี้เอ่ยอย่างมีนัยลึกซึ้ง “ดูท่าเจ้าคงเดาออกแล้วว่าโจวจิ้นทำอะไร”
“ใช่แล้ว ความคิดของอาเหิงเดาง่ายนัก เขาอึกอักไม่ยอมเล่าความบาดหมางระหว่างตนกับโจวจิ้น ข้าจึงเดาออก” เมื่อรู้ว่าลู่เหิงพ้นภัยแล้ว นางก็อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง จึงเอ่ยชมตามน้ำ “ท่านอ๋องเก่งกาจนัก ลงมือครั้งเดียวก็คลี่คลายทุกอย่างได้”
เดิมทีนางคิดว่าคงต้องรออีกสามห้าวัน ทั้งยังกังวลว่าช่วงนี้โจวจิ้นจะไปยั่วยุลุงเขยต่อหน้าจนก่อเรื่องขึ้นหรือไม่
ไม่คิดเลยว่าคืนนี้เขาจะถูกจับเข้าคุกเสียแล้ว
เมื่อลองคิดดู อู๋ซวี้ไม่เคยเป็นคนทำอะไรอ้อมค้อมมาแต่ไหนแต่ไร ถึงได้มาสู่ขอถึงหน้าประตูในช่วงบ่าย หลังจากนางถอนหมั้นไปเมื่อเช้า
การกระทำเด็ดขาดฉับไวถึงเพียงนี้ ไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกว่านางคิดมากเกินไป และไม่ชอบที่นางจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างวกวน
อู๋ซวี้ไม่ได้แสดงท่าทีมากนัก ทว่าพอเอ่ยปาก น้ำเสียงกลับอ่อนโยนลงไม่น้อย “ไม่ถามหรือว่าโจวจิ้นทำอะไรลงไปโดยละเอียด”
“เขาทำอะไรลงไปหรือ”
อู๋ซวี้จึงสรุปคำพูดของลู่เหิง แล้วเล่าให้นางฟัง
ที่แท้โจวจิ้นเป็นคนปากพล่อย เคยวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนเรื่องที่ชีซู้ถูกกู้เฉินเอี๋ยนถอนหมั้นต่อหน้าผู้คน ลู่เหิงต้องการออกหน้าแทนนาง จึงนำเรื่องที่โจวจิ้นรับเงินเขียนแทนผู้อื่นเป็นประจำไปแจ้งผู้คุมการศึกษา เขาถูกบันทึกความผิดร้ายแรงและถูกริบสิทธิ์เข้าสอบการสอบเลือกนักเรียนพระราชทานในปีนี้ ด้วยเหตุนี้จึงผูกใจเจ็บ
