อู๋ซวี้รวบชีซู้เข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน ท่วงท่าหนักแน่น ไม่เปิดโอกาสให้นางเปลี่ยนใจหรือหลบหนี
ทว่าจุมพิตที่ประทับลงบนริมฝีปากของนางกลับอ่อนโยนอย่างยิ่ง ค่อย ๆ เคล้าคลึงอย่างเนิบนาบ
เป็นการชักนำอย่างอดกลั้น เป็นการหยั่งเชิงอย่างอดทน
กระทั่งลมหายใจผสานกัน ริมฝีปากแนบชิดกัน เขาจึงยอมผละออก
นางก้มหน้าหลุบตาลงโดยไม่รู้ตัว หลบเลี่ยงสายตาของเขา
ข้างหูมีเสียงหัวใจเต้นกับเสียงหอบหายใจแผ่วเบาดังชัด ทว่ายากจะแยกออกว่าเป็นของนางหรือของเขา
นางเผลอไผลจนอดจูบเขาก่อนไม่ได้ ทว่าเขามิได้ผลักไสหรือปฏิเสธ ย่อมหมายความว่าเขาไม่ได้ขุ่นเคืองนาง
ชีซู้ตั้งสติแล้วเอ่ยเสียงเบา “ท่านอ๋องเชื่อแล้วหรือยังเพคะ?”
ไอเย็นรอบกายเขาอ่อนลงมาก ความเย็นชาและหม่นหมองก่อนหน้านี้เลือนหายไป
มือข้างหนึ่งของอู๋ซวี้วางอยู่บนโต๊ะ อีกข้างยังโอบเอวนางไว้ เขาก้มตามองนาง
จากมุมนี้เห็นเพียงแพขนตางอนงาม จมูกโด่งได้รูป และริมฝีปากแดงระเรื่อจากจุมพิตของเขา
ความขุ่นมัวในใจเขาสลายไปมากอย่างไร้สาเหตุ น้ำเสียงฟังดูไม่เปลี่ยน ทว่ากลับอ่อนโยนขึ้น “ยังต้องสังเกตต่อไป”
ชีซู้สงสัยหูตนเองอยู่บ้าง อดเงยหน้ามองเขาไม่ได้ “สังเกตหรือเพคะ?”
“อืม”
“ท่านอ๋องจะสังเกตเรื่องใดเพคะ?”
อู๋ซวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “สังเกตว่าต่อไปเจ้าจะยังจ้องมองบุรุษหนุ่มหรือไม่”
เขามิได้เอ่ยถึงสืออวี่ แต่ใช้คำว่า ‘บุรุษหนุ่ม’ แทน
เป้าหมายจึงกว้างขวางขึ้น
หากมิได้ยินกับหู ชีซู้คงนึกไม่ถึงเลยว่าอู๋ซวี้จะกล่าวถ้อยคำเช่นนี้
เห็นทีอายุจะเป็นเรื่องที่เขาใส่ใจที่สุด ต่อไปนางคงต้องคิดให้รอบคอบก่อนพูด
เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางจึงตอบอย่างจริงจัง “หม่อมฉันไม่เคยจ้องมองบุรุษหนุ่มคนอื่นเลย ที่มองสืออวี่ก็เพราะท่านอ๋องเพคะ”
