วันถัดมา
ยามบ่ายชีซู้ไปจวนลู่
โดยปกติในยามนี้ ซ่งหมิ่นมักอยู่ในห้องของลู่เหิง คอยเช็ดมือเช็ดหน้าให้เขา พูดคุยเป็นเพื่อน ทั้งยังช่วยนวดมือเท้า
หลังเข้าประตู นางก็ตรงไปยังห้องพักของลู่เหิงในเรือนชั้นในทันที
นางเดินเลี้ยวผ่านพุ่มดอกพุดตานตามระเบียง ครั้นใกล้ถึงหน้าห้องของลู่เหิง ก็เหลือบเห็นฉินซูเหอยืนอยู่ใต้ชายคาไกล ๆ ข้างกายมีตะแกรงไม้ไผ่วางอยู่ เขาก้มหน้าพลิกบางสิ่งไปมา
แสงตะวันทอดเฉียงจากมุมชายคา ส่องต้องท่าทางก้มตาพลิกตากสมุนไพรของเขา
ภาพคนตรงหน้าซ้อนทับกับเด็กชายในความทรงจำ ทำให้นางพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ต่างจากเมื่อครั้งเยาว์วัยแม้แต่น้อย
บางทีคงได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงเงยหน้ามองมา สายตาประสานกับนางพอดี
ฝีเท้าของชีซู้ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะก้าวไปหาเขาพร้อมรอยยิ้มบางอันเหมาะสม
เขาตากยาอยู่หน้าห้องลู่เหิง นางย่อมไม่อาจทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินอ้อมเขาเข้าไปในห้อง
นางหยุดห่างจากเขาไม่กี่ก้าว มองสิ่งของในตะแกรงไม้ไผ่เช่นเดียวกับเมื่อครั้งยังเยาว์วัย แล้วถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “กำลังตากสิ่งใดอยู่หรือ?”
มือของฉินซูเหอยังคงขยับไม่หยุด “หวงฉี ตั่งเซิน แล้วก็สมุนไพรบำรุงอุ่นอีกสองสามชนิด”
ขณะพูด เขาหยิบแผ่นยาแห้งบางชิ้นหนึ่งจากมุมตะแกรง ยื่นให้นาง “อมไว้สักชิ้น ลองดู”
ชีซู้มองแผ่นยาในมือเขาอย่างจนใจ “...ข้าไม่ได้ป่วย ไม่จำเป็นต้องกินยา”
คนคุ้นเคยในวันวานไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทว่านางเปลี่ยนไปแล้ว
