ผู้คนด้านนอกประตูพอได้ยินเสียงบางอย่างจากในห้อง ทว่าไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้าไป ได้แต่เงยหน้ามองประตูห้อง
อู๋ซวี้เปิดประตูออกมาแล้ว
ชีซู้พินิจสีหน้าของเขา ก่อนก้าวเข้าไปหา ทว่าสีหน้าเขายังคงเป็นปกติ มองไม่ออกว่ามีอารมณ์ใด
อู๋ซวี้ไม่มองนาง เดินตรงไปหยุดตรงหน้าฉินซูเหอ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ “เมื่อครู่เขาลุกจากเตียงแล้วอาเจียนเป็นเลือด เจ้าเข้าไปดู อย่าให้เขาตายอยู่ในตระกูลลู่”
ฉินซูเหอเข้าใจความหมาย จึงรับคำแล้วกลับเข้าไปในห้อง
ชีซู้ได้ยินถ้อยคำนั้น ความคิดในใจพลันเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
หรืออู๋ซวี้เองก็มิได้ไม่ใส่ใจญาติร่วมสายเลือดเสียทีเดียว?
คนเช่นเขาไม่มีทางใช้หมอนกดทารกในห่อผ้าให้ตาย หรือยืนมองญาติร่วมสายเลือดตกทะเลอย่างเย็นชาเป็นแน่
อู๋ซวี้ก้าวไปหาลู่ชิวจื้อ ลู่ชิวจื้อสังเกตเห็น จึงรีบก้าวเข้ามาต้อนรับ พลางถามขึ้นก่อนว่า “ท่านอ๋องมีรับสั่งสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
อู๋ซวี้กล่าวช้า ๆ ว่า “ก่อนที่อาการบาดเจ็บของเขาจะคงที่ จำต้องพักรักษาตัวที่จวนเจ้า รอพ้นอันตรายแล้ว ข้าจะส่งคนมารับเขา”
ลู่ชิวจื้อรับคำ “ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ข้าจะจัดคนที่รอบคอบที่สุดในจวนมาดูแลเขาพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ซวี้กล่าวต่อ “ช่วงนี้ข้าจะส่งคนมาคุ้มกันอย่างลับ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในจวนปลอดภัย เรื่องต่าง ๆ ภายในจวนไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงต่อคนนอก ก่อนข้าจะมารับตัวเขา ขอท่านน้าอย่าเพิ่งรับแขกที่จวน”
ลู่ชิวจื้อประสานมือ “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ก่อนหน้านี้ข้าก็กำชับคนในจวนไว้แล้ว จะไม่มีข่าวรั่วไหลออกไปแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ”
