ชีซู้มิได้กลับเรือนหลัก นางก้าวตรงไปยังครัวหลัง
ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เมื่อไม่อาจปลอบอู๋ซวี้ด้วยถ้อยคำ เช่นนั้นก็ใช้การกระทำสื่อแทน
คราวก่อนขนมเกาลัดหอมกุ้ยฮวาที่นางทำ เขากินอย่างไม่รังเกียจ นางบอกว่าคราวหน้าจะทำของกินอย่างอื่นให้ เขาก็พยักหน้ารับ
เพียงแต่จะทำสิ่งใด นางยังนึกไม่ออกอยู่ชั่วขณะ
นับแต่แต่งงานกันมา เขาแทบไม่มีเวลาว่าง ทั้งสองจึงร่วมโต๊ะอาหารกันไม่บ่อยนัก
ในช่วงแรก ๆ นางยังไม่คุ้นเคยกับเขา คิดเพียงว่าต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ เป็นพระชายาที่วางตัวเหมาะสม ครั้นนั่งร่วมโต๊ะก็มักก้มหน้าสำรวม ไม่เคยใส่ใจว่าเขาคีบอาหารจานใดมากเป็นพิเศษ
ต่อมาเมื่ออยู่ร่วมกันมากขึ้น นางก็เข้าใจเขาลึกซึ้งขึ้น และเคยลองสังเกตรสชาติอาหารที่เขาชอบในยามปกติ
ทว่าเช่นเดียวกับที่เขาไม่เผยอารมณ์ผ่านสีหน้า ยามกินอาหารก็ไร้ท่าทีบ่งบอก คล้ายกับไม่ชอบอาหารชนิดใดเป็นพิเศษ
นางเพิ่งรู้ว่าเขาไม่ชอบรสหวาน ตอนนำมะเม่าเชื่อมน้ำผึ้งที่ป้าทำไปให้นาง
นางคิดว่าอาจเป็นเพราะมีโอกาสร่วมโต๊ะกับเขาน้อยเกินไป จึงหันไปถามแม่นมฝางว่า “แม่นมอยู่ตำหนักอ๋องมาหลายปี ทราบหรือไม่ว่าปกติท่านอ๋องโปรดอาหารจานใดเป็นพิเศษ?”
แม่นมฝางส่ายหน้า “ท่านอ๋องเสวยอาหารตามสบายมาแต่ไหนแต่ไร ให้ครัวหลังจัดอาหารตามที่เห็นสมควร ครัวหลังทำสิ่งใดก็เสวยสิ่งนั้น ไม่เคยเลือกสักครั้ง”
ชีซู้ฟังแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้
เขาไม่โปรดเรื่องบนเตียง ทั้งยังไม่หลงใหลในรสอาหาร ช่างไร้กลิ่นอายสามัญของโลกมนุษย์โดยแท้
เมื่อเห็นชีซู้เงียบงัน แม่นมฝางจึงยิ้มพลางเสริมว่า “แต่ของที่พระชายาทำ ท่านอ๋องย่อมทรงโปรดปราน ขนมเกาลัดหอมกุ้ยฮวาคราวก่อน ท่านอ๋องเสวยจนไม่เหลือสักชิ้น”
