ชีซู้มองเขาอย่างจนคำพูด ก่อนเอ่ยตอบว่า “เมื่อวานข้าไม่ได้บอกเวลาให้ชัดเจน ทำให้ท่านต้องรอเสียทั้งเช้า เป็นความผิดของข้าเอง”
สืออวี่โบกมืออย่างใจกว้าง สีหน้าไม่ใส่ใจนัก “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร คราวหน้าจำไว้ว่าบอกเวลาให้แน่นอนก็พอ”
ชีซู้รู้ดีว่าหากเรื่องที่มาวันนี้สำเร็จ นางกับเขาอาจไม่มีโอกาสพบกันอีก
ดังนั้นนางจึงไม่รับคำเขา เพียงถามขึ้นว่า “ท่านอยากกินสิ่งใดหรือไม่?”
สืออวี่ส่ายหน้า “ไม่รู้ ข้ามาเมืองหลวงได้ไม่นาน ยังไม่เคยลองกินร้านไหนสักกี่แห่ง นับแต่ครั้งก่อนที่เจ้าบอกว่าหากว่างจะมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนข้า ข้ากลัวพลาด จึงเฝ้ารออยู่ในโรงเตี๊ยม ไม่ยอมออกไปไหน เฮ้อ...ช่างรอคอยอย่างยากลำบากนัก”
ชีซู้มองเขาอย่างจนคำพูดกว่าเดิม ก่อนเตือนว่า “...เรื่องนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อนเอง”
พอออกจากปากเขา กลับฟังดูราวกับผ่านไปสิบวันครึ่งเดือนแล้ว
สืออวี่เอียงศีรษะเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ “แต่พอคนเราต้องรอ ก็รู้สึกว่าวันช่างยาวนานเป็นพิเศษ เจ้าลองว่าจริงหรือไม่?”
เถ้าแก่กับเสี่ยวเอ้อที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ หัวเราะรับคำ “มีเหตุผล มีเหตุผล!”
ชีซู้ไม่โต้เถียง เพียงเอ่ยอย่างใส่ใจว่า “เช่นนั้นยามนี้ท่านหิวหรือไม่? หากหิวมาก ก็รับประทานอาหารในโรงเตี๊ยมเสียก่อน กินเสร็จแล้วข้าจะพาท่านออกไปเดินเล่น”
อย่างไรเสีย จุดประสงค์ที่นางมาวันนี้ก็เพื่อให้ชิงซงกับชิงไป๋เห็นหน้าเขา แล้วนำไปรายงานอู๋ซวี้ มิใช่มาเพราะอยากกินข้าวด้วยจริงๆ
