อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเดินมาอยู่ข้างตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยังคงถือแก้วเตกีล่าใบนั้นไว้ ก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วมองมาทางเขา
ในระยะใกล้ขนาดนี้ ยิ่งเห็นได้ชัดว่ารูปร่างของอีกฝ่ายสูงใหญ่แค่ไหน เงาจาง ๆ จากไหล่กว้างปกคลุมร่างของเฉินเยี่ยนชิงเกือบทั้งตัว บนตัวเขาโชยกลิ่นส้มอ่อนจาง ๆ ไม่ใช่น้ำหอมที่ตั้งใจฉีด แต่เหมือนกลิ่นตกค้างจากน้ำยาซักผ้ามากกว่า
“มาคนเดียวเหรอ” อีกฝ่ายถาม
เป็นคำทักที่พื้น ๆ เกินไป
เฉินเยี่ยนชิงวิจารณ์อยู่ในใจอย่างเย็นชา
เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่ค่อย ๆ เงยตาขึ้นมองอีกฝ่าย คืนนี้เขาใส่คอนแทคเลนส์ มองไม่เห็นกรอบเลนส์แว่นตาที่คอยกั้นไว้ ดวงตาคู่หนึ่งจึงเผยออกมาอย่างเต็มที่
เป็นดวงตารูปดอกท้อที่งดงามเหลือเกิน หางตาดุเป็นธรรมชาติเชิดขึ้นเล็กน้อย สีตามีสีน้ำตาลอ่อน ในแสงไฟอบอุ่นสลัว ๆ ของบาร์ เปล่งประกายอ่อนละมุนราวกับอำพัน ตอนนี้ตาที่ปรือลงครึ่งหนึ่ง สายตาเย็นชาและแฝงความเหนื่อยล้าอยู่หลายส่วน เวลามองคนเหมือนมีหมอกบาง ๆ กั้นอยู่ เลือนรางแต่... เย้ายวนใจ
เขาสังเกตเห็นว่า จังหวะการหายใจของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปแล้ว
ดีมาก
ในลำคอของเฉินเยี่ยนชิงหลุดเสียงเบาแผ่วออกมา เบาจนเกือบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงอึกทึกในบาร์ ไม่มีขึ้นลงอะไรมาก “อืม” ไปทีหนึ่ง
ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั่นเป็นไปตามที่เฉินเยี่ยนชิงคาดไว้จริง ๆ สดใสจนแทบแสบตา
“ผมชื่อลู่ฉือโจว” เขายื่นมือออกมา ข้อนิ้วยาวเรียวงาม เป็นท่าทีคบเพื่อนแบบคนรุ่นเก่ามาก ๆ “นั่งข้างนายได้ไหม”
เฉินเยี่ยนชิงไม่ได้จับมือนั้น เขาแค่เชยคางขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณไปทางเก้าอี้สตูลสูงตัวที่ว่างอยู่ข้าง ๆ
ลู่ฉือโจวก็ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน ชักมือกลับอย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มลึกขึ้นอีกหน่อย เหมือนคาดการณ์ไว้ตั้งนานแล้วว่าจะได้รับการตอบสนองแบบนี้ เขาหันตัวนั่งลง แขนวางบนขอบบาร์เทเบิลตามสบาย โน้มตัวไปทางเฉินเยี่ยนชิงเล็กน้อย
“คุณดูไม่ค่อยมาที่แบบนี้เลยนะ”
“เหรอ” ปลายนิ้วของเฉินเยี่ยนชิงลูบคลำขอบแก้ว ส่งคำถามกลับคืนไปเรียบ ๆ “นายดูแล้วน่าจะมาบ่อยนะ”
“ก็ไม่เชิงว่าบ่อย” ลู่ฉือโจวเขย่าแก้วเตกีล่าในมือเบา ๆ เหล้าสีอำพันหมุนวนไปตามขอบแก้ว “เพื่อนมาชงเหล้าพาร์ทไทม์ที่นี่ ผมเลยแวะมาบ้างเป็นครั้งคราว วันนี้ไม่มีเรียนพอดี”
น้ำเสียงของเขาผ่อนคลาย ไม่มีทีท่าที่จงใจมาสนิทสนมแบบลื่นไหล และก็ไม่มีท่าทีที่แสร้งทำเป็นลุ่มลึก เป็นแค่ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ในบาร์ บังเอิญมีคนอยู่ข้าง ๆ บังเอิญอยากคุยเล่นด้วยสักหน่อย
ระหว่างที่พูด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเฉินเยี่ยนชิง ตรงไปตรงมาและเปิดเผย แฝงความสนใจใคร่รู้อยู่หลายส่วน แต่ก็รู้จักรักษาระยะห่างเป็นอย่างดี ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการล่วงเกิน
เฉินเยี่ยนชิงก้มหน้าลง ยกแก้วขึ้นจิบวิสกี้หนึ่งคำ เหล้าเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอ กลบความอึดอัดในใจลงไปบ้างเล็กน้อย
“แล้วคุณล่ะ” ลู่ฉือโจวถามอีกครั้ง “เป็นนักศึกษาเหรอ ดูเด็กมากเลย”
เฉินเยี่ยนชิงตอบกลับอย่างเสียดถ้อยคำว่า “ทำงานแล้ว”
ลู่ฉือโจวไม่ได้ถอยออกไปเพราะเขามีท่าทีเย็นชา กลับขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย เสียงต่ำลง มีความอ่อนโยนประหลาดผสมอยู่: “งั้นคงเป็นงานที่เหนื่อยน่าดูเลย”
นิ้วมือของเฉินเยี่ยนชิงหยุดชะงักบนขอบแก้ว
“ดูเหมือนคุณพักผ่อนไม่ค่อยเพียงพอมาได้สักพักแล้ว”
ตอนที่ลู่ฉือโจวพูดประโยคนี้ไม่ได้ยิ้ม สีหน้าจริงจังมาก คล้ายเป็นห่วงอยู่ “เจอเรื่องยากอะไรมาเหรอ”
เฉินเยี่ยนชิงพลันรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะคำพูดนี้ไพเราะจับใจอะไรเลย แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่ถูก “มองเห็น” อย่างหมดจดนี้ คนแปลกหน้าคนหนึ่ง ในบาร์ที่แสงสลัว เพียงแค่มองเขาไม่กี่วินาที ก็พูดประโยคนี้ออกมา
เพื่อนร่วมงานและนักศึกษาของเขาไม่พูดหรอก
พ่อแม่ของเขาก็ไม่พูด
พวกเขามองเห็นแต่เฉินเยี่ยนชิงที่สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ ไม่มีใครจะเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อดูว่าสีหน้าของเขามีความอิดโรยหรือเปล่า
“นายพูดเยอะจัง” เฉินเยี่ยนชิงพูด เสียงต่ำลงกว่าเดิมอีกนิด
ลู่ฉือโจวกะพริบตา จู่ ๆ ก็ยิ้ม: “รำคาญที่ผมพูดมากเหรอ”
“นิดหน่อย”
“งั้นผมเงียบละกัน” ลู่ฉือโจวเอามือขึ้นมาทำท่ารูดซิปปิดที่ปากของตัวเอง แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงโค้งลง รอยยิ้มแผ่ออกจากหางคิ้วไปจนถึงหางตา
แล้วเขาก็เงียบไปจริง ๆ นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างนั้น ดื่มเหล้าไปช้า ๆ เพียงแต่บางครั้งสายตาจะเลื่อนมามองอย่างห้ามไม่อยู่ มองที่ด้านข้างใบหน้าของเฉินเยี่ยนชิง ซอกคอ นิ้วยาวเรียวงามที่ถือแก้วเหล้า แต่วินาทีต่อมาก็หลบตาไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเยี่ยนชิงดื่มวิสกี้อีกสองอึก
น้ำแข็งละลายไปบ้างแล้ว เหล้าจางลง รสหวานลอยขึ้นมา จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้รู้สึกกระหายแล้ว แต่ก็ยังยกแก้วไว้ คงเป็นเพราะต้องการเหตุผล ให้ตัวเองรู้สึกเย็นลงได้อีกหน่อย
เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ อบอุ่นที่อยู่ข้าง ๆ ตัว ห่างกันไปสิบกว่าเซนติเมตร เหมือนเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ ไม่เร่งร้อนนัก ไม่แผดเผา แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้
วงแจ๊สเปลี่ยนเพลงใหม่ เสียงแซ็กโซโฟนพลันออดอ้อนขึ้นมา โอบล้อมบรรยากาศโดยรอบให้คลุมเครือมากยิ่งขึ้น
เฉินเยี่ยนชิงเอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน: “นายอายุเท่าไหร่แล้ว”
“ยี่สิบเอ็ด” ลู่ฉือโจวตอบเร็วมาก เหมือนรอให้ถามคำถามนี้มานานแล้ว
ยี่สิบเอ็ด
เด็กกว่าเขาตั้งห้าปี
เฉินเยี่ยนชิงเดาะลิ้นในใจทีหนึ่ง
“ปีสามเหรอ”
“ใช่ครับ ปีสาม ผมอยู่คณะแพทยศาสตร์คลินิก ม.บี”
ลู่ฉือโจวชะงักไป แล้วรีบเสริมต่อแทบจะทันที “ปีนี้เพิ่งย้ายไปวิทยาเขตหลักนะครับ ห่างจากที่นี่ปั่นจักรยานประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ปกติผมเรียนเยอะนะ แต่วันเสาร์อาทิตย์แล้วก็วันพุธก็ว่างนะครับ”
เขาพูดเร็วมาก เหมือนแทบอยากจะเอาทะเบียนบ้านออกมาวางไว้บนบาร์เทเบิล
เมื่อได้ยินว่าไม่ใช่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เฉินเยี่ยนชิงก็หันข้างมาในที่สุด มองลู่ฉือโจวเต็มตา
ในมุมนี้ ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาอยู่ในแสง อีกครึ่งอยู่ในเงามืด ดวงตาดอกท้อเย็นชาคู่นั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย รูม่านตาสะท้อนแสงไฟระย้าทองเหลือง ราวกับเศษทองจมอยู่ในอำพัน
เขาดูเย็นชา ห่างเหิน อยู่สูงเกินเอื้อม
แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ
“บ้านนาย หรือบ้านฉัน”
แก้วเหล้าในมือของลู่ฉือโจวแทบจะไถลหลุด
“... อะไรนะ”
เฉินเยี่ยนชิงไม่ได้กล่าวซ้ำ ทำเพียงแค่มองลู่ฉือโจวเงียบ ๆ
ลู่ฉือโจวนิ่งเงียบไปสามวินาที
ในสามวินาทีนี้ สีหน้าเขาผ่านวิวัฒนาการที่น่าสนใจทีเดียว จากงุนงงกลายเป็นตกใจ จากตกใจกลายเป็นยืนยันแน่ชัด จากยืนยันแน่ชัดกลายเป็นความดีใจที่แทบจะเรียกได้ว่าละมุนละไมรอบคอบ
“บ้านผมดีกว่าครับ” เขาพูด เสียงแหบพร่าลงหนึ่งระดับ “จากที่นี่เดินไปสิบนาทีเอง”
เฉินเยี่ยนชิงลุกขึ้นยืน หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง จ่ายค่าเหล้าของตัวเองและของลู่ฉือโจวอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นหยิบเสื้อแจ็กเก็ตบางที่พาดบนพนักเก้าอี้ แล้วเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูโดยไม่หันหลังกลับ
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หยุด หันหน้ากลับมานิดหนึ่ง
ลู่ฉือโจวยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เหมือนยังไม่ทันตั้งตัว
“จะไปไม่ไป”
ลู่ฉือโจวลุกพรวดขึ้น เก้าอี้ถูกเขาพาให้ไถลไปข้างหลังหลายเมตร เขาพยุงขอบบาร์เทเบิลอย่างทุลักทุเล คว้าเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเอง แล้ววิ่งก้าวยาว ๆ ตามไปติด ๆ
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูบาร์ เพื่อนที่เป็นบาร์เทนเดอร์ตามที่ลู่ฉือโจวเอ่ยถึง เป่าปากหยอกล้อไปทางนี้ทีหนึ่ง
ลู่ฉือโจวรีบหันกลับไปถลึงตาใส่คนนั้น จนใบหูแดงไปหมด แต่ฝีเท้ากลับไม่หยุดเลยแม้แต่น้อย เดินตามหลังเฉินเยี่ยนชิงไปติด ๆ