ดวงตาสีดำสนิทของฉินเกอสั่นไหวเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงเย็นชาและดุดัน “ฉันจะไม่เชื่อคำหวานพวกนั้นของนายอีกแล้ว”
สวี่ซิงเฉินคือจอมหลอกลวง
จอมหลอกลวงตัวยง
ไม่ยอมบอกอะไรเขาเลย ได้แต่คิดจะจากเขาไป จอมหลอกลวง
ฉินเกอเหมือนต้องการตอกย้ำความคิดของตัวเอง จึงพูดย้ำอีกครั้ง “ฉันจะไม่ถูกคำหวานพวกนั้นของนายหลอกง่าย ๆ อีกแล้ว”
เขาจะพึ่งพาตัวเอง เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
สวี่ซิงเฉินนั่งอยู่ตรงนั้น “แล้วจะเอายังไงดีล่ะ”
เหมือนพูดขึ้นมาลอย ๆ
จากนั้น เขากับหลินซูก็หันไปคุยกันถึงปัญหาทางเทคนิคที่ซับซ้อนเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขานึกขึ้นได้ระหว่างคุยกับคนอื่นเมื่อครู่ ไม่รู้จะแก้ยังไง
ลมหายใจของฉินเกอติดขัดอยู่ในอก ขึ้นก็ไม่ขึ้น ลงก็ไม่ลง
อยากจะหาเรื่องกับสวี่ซิงเฉินให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งพูดคำรุนแรงไป
เขาปิดบังเรื่องมากมายไว้ แล้วคำว่า “คิดถึง” เบา ๆ แค่คำเดียว มันจะมาลบล้างทุกอย่างได้ยังไง?
ครั้งนี้เขาจะไม่มีทางยกโทษให้สวี่ซิงเฉินง่าย ๆ แบบนั้นเด็ดขาด
ฉินเกอตัดสินใจแน่วแน่
เขานั่งเอียงตัว หันหลังให้สวี่ซิงเฉิน แสดงความโกรธผ่านท่าทาง
สวี่ซิงเฉินกับหลินซูกำลังถกเถียงเรื่องเมื่อครู่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ข้าง ๆ ยังมีคนที่สนใจอีกสองสามคนเข้าร่วมวงสนทนากับพวกเขา
ฉินเกอหงุดหงิดสุด ๆ
ไม่รู้ทำไมบนโลกนี้ถึงมีคนไร้เหตุผลมากมายมาปรากฏตัวข้างกายสวี่ซิงเฉิน
มีคนหนึ่งคุยถูกคอ ถึงขั้นอยากนั่งลงข้างสวี่ซิงเฉินเพื่อคุยต่อ
ฉินเกอหน้าตาเย็นชา ลุกขึ้นยืน ด้วยความสูงที่เหนือกว่าคนส่วนใหญ่ในที่นั้น เงาของเขาสามารถปกคลุมสวี่ซิงเฉินได้ทั้งตัว
“นายไปนั่งตรงนั้น ฉันจะนั่งตรงนี้”
สวี่ซิงเฉินไม่มีข้อโต้แย้ง ขยับไปนั่งอีกฝั่งของโซฟาตามแรง ฉินเกอนั่งลงข้างเขา
เขานั่งตรงนั้น กั้นกลางระหว่างสวี่ซิงเฉินกับคนอื่น
ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความมุ่งมั่นในการถกของพวกเขาได้
แม้จะมีฉินเกอคั่นกลาง พวกเขาก็ยังยื่นหน้ามาคุยกับสวี่ซิงเฉินต่อ
“ทิศทางที่นายว่ามา พวกเราลองแล้ว ตอนนี้ยังไปไม่ถึงสภาวะที่เหมาะสม แค่นเทคโนโลยีชิปควบคุมน่ะ ยังไม่สามารถทำได้ด้วยซ้ำ”
