สวี่ซิงเฉินใกล้จะควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว จนสีหน้าเย็นชามาก
ฉินเกอยอมถอย ก้าวถอยหลัง "ได้"
ดวงดาวของเขามีความลับแล้ว
ปิดบังเขา มีความลับแล้ว
เป็นใคร ใครพาดวงดาวของเขาไปเสียคน
ทำให้ดวงดาวของเขาห่างเหินกับเขา
แล้วก็คำถามที่ดวงดาวถามในวันนี้...
ฉินเกอตรวจสอบคนทั้งหมดสามวันนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสวี่ซิงเฉินทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ
นั่นทำให้เขายิ่งกระวนกระวาย
เขาจึงจำต้องเพ่งเป้าไปที่ไต้เหอซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสุด
ฉินเกอที่ไม่ได้นอนทั้งคืน ยังคงเอาใจสวี่ซิงเฉินเหมือนเช่นเคย
เขาเดินไปส่งสวี่ซิงเฉินที่หน้าประตูห้องเรียน โดยไม่สนใจสายตาทุกคน จากนั้นจัดปกเสื้อฮู้ดของสวี่ซิงเฉินให้เรียบร้อย แล้วกำชับอีกครั้ง
"นมอุ่นแล้วอยู่ในกระเป๋านักเรียนนะ ช่วงนี้ค่อนข้างแห้ง พี่ต้มลูกแพร์เชื่อมไว้ให้ด้วย ใส่ไว้ในกระเป๋านักเรียนแล้ว อีกเดี๋ยวค่อยดื่ม"
"เลิกเรียนแล้วรอพี่มารับนะ ตอนเที่ยงป้าซุนทำซี่โครงหมูตุ๋นมะเขือเทศกับหมูตงพัวของโปรดของหนูทั้งนั้น"
สวี่ซิงเฉินพยักหน้าว่าง่าย กลุ่มผมนุ่มสลวยพลิ้วตามขึ้นลง ใบหน้างดงามละเอียดของเขาแทบเปล่งประกาย
เขาพูดเนิบ ๆ ว่า "รู้แล้วน่า รอคุณมารับนะ"
หลังจากหลับไปแล้วตื่นขึ้นมา สวี่ซิงเฉินก็รู้ว่าตัวเองไม่มีเหตุผลเอามาก ๆ เมื่อคืน ท่าทีจึงอ่อนลงหลายส่วน
ฉินเกออดไม่ได้ที่จะเอามือขยี้ผมสวี่ซิงเฉินให้ยุ่ง
เจ้าลูกแมวน้อย
ก่อนที่สวี่ซิงเฉินจะยกมือขึ้นด้วยความโกรธ เขากระโดดตัวลอยออกไปก่อน อยู่ในระยะปลอดภัย แล้วยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลายซี่ "ผมไปก่อนนะ ใกล้จะเข้าเรียนแล้วดาว"
สวี่ซิงเฉินพูดไม่ออก ไร้เดียงสาจริง
เขาสะพายกระเป๋านักเรียนและเดินเข้าไป
ไต้เหอเดินผ่านไปข้าง ๆ เขา แล้วพูดเสียงต่ำประโยคหนึ่ง "รักกันจริงจังเลยนะคะ น่าอิจฉาจังเลยนะ~"
ไต้เหอเป็นตัวประหลาดในรั้วมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด
เขาไว้ผมประบ่า แต่งกระโปรงสวย ๆ แต่งหน้าประณีต พอเห็นครั้งแรกก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กผู้หญิง
ที่เขามีชื่อเสียงไม่ใช่เพราะการแต่งตัว เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยเข้าใจถึงความชอบส่วนตัวพวกนั้น แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็เคารพ
เว้นแต่จะมีชื่อเสียงถึงขั้นของฉินเกอนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่เกี่ยวกับคนอื่นในมหาวิทยาลัย
ไต้เหอมีชื่อเสียงเพราะเหล่าแฟนหนุ่มของเขา
เขาเปลี่ยนแฟนหนุ่มเร็วกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้า แค่นั้นยังไม่พอ แทบทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนแฟนหนุ่ม แฟนหนุ่มแต่ละคนจะร้องห่มร้องไห้ออดอ้อนขอคืนดี หรือไม่ก็ถึงขั้นตีกันเพราะเขา
ฉายาของไต้เหอคือ ซัคคิวบัส
เมื่อก่อนสวี่ซิงเฉินไม่มีความเห็นอะไรกับไต้เหอ จนเมื่อคืนได้ยินว่าเขาบุกเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อของฉินเกอ แถมยังถอดเสื้อผ้าจนหมดอีก หลังจากนั้นก็มาเจอเขาอีก ตามธรรมชาติก็ทำสีหน้าไม่ดีใส่
สวี่ซิงเฉินไม่เคยปฏิเสธการหวงแหนฉินเกอของตัวเอง
สำหรับคนที่คิดจะแย่งฉินเกอ เขาพูดตรง ๆ เลยว่าคงไม่ชอบ
ไต้เหอเหมือนเพิ่งค้นพบอะไรที่สนุกสนาน หางคิ้วขยับยกขึ้น "โอ๊ะ รู้แล้วเหรอ เขาแม้กระทั่งเรื่องนี้ยังบอกคุณด้วยหรือ"
"ส่วนคุณ กลับปิดบังความลับที่ใหญ่หลวงปานนั้นกับเขา กลัวว่าหากเขาเปิดโปงมันขึ้นมา พวกคุณจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้งั้นหรือ"
นี่มันช่างน่าสนใจยิ่งนัก
สวี่ซิงเฉิน "คุณน่ะ อิจฉาหรือเปล่า"
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ"
ไต้เหอพลันหัวเราะขึ้นมา
เขาเข้ามาใกล้สวี่ซิงเฉินอย่างกะทันหัน แทบจะแนบหูเขา "ใช่สิ ฉันน่ะ... อิจฉาเขาจะตาย"
"ปัง!"
แรงมหาศาลกระชากไต้เหอ จนสัมผัสถูกเหวี่ยงไปอยู่ด้านข้าง
ฉินเกอหน้าดำคร่ำเครียดมองไต้เหอ แววตามีความรังเกียจอย่างเปิดเผยและความหม่นมืดลึกล้ำชนิดหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ
เขากอดสวี่ซิงเฉินไว้ในอ้อมแขน ยื่นมือไปเช็ดใบหูและใบหน้าข้างขวาของเขา หมายจะขจัดไอระเหยที่ปกคลุมอยู่บนนั้นให้สิ้นซาก
"เธอยังไม่ไปเรียน"
สวี่ซิงเฉินก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าฉินเกอจะยังไม่ไปไหน
ฉินเกอโมโหแทบคลั่ง "จะไปเรียนทำไมกัน"
แค่คลาดสายตาจากเขาไปหนึ่งนาทีเท่านั้นเอง
แผ่นหลังของไต้เหอกระแทกเข้ากับกำแพง เจ็บแปลบบ้าง แต่เขากลับหัวเราะอย่างมีความสุขสุด ๆ
แถมยังเหมือนยั่วยุ ส่งยิ้มให้ฉินเกอด้วยอีกต่างหาก
"ดาวใช้น้ำยาอาบน้ำอะไรน่ะ หอมจัง"
ทุกคนสูดลมหายใจเข้าปากดังเฮือก มองไต้เหอผู้กล้าด้วยสายตาอย่างกับไม่กลัวตายตาย
นั่นมันฉินเกอนะ
คิดว่าคุณชายใหญ่ตระกูลฉินเป็นคนที่จะพูดจาด้วยดี ๆ อย่างนั้นหรือ
นั่นก็แค่ต่อหน้าสวี่ซิงเฉินเท่านั้นที่แกล้งทำตัวดี อยู่กันเป็นการภายใน ใครบ้างกล้าจะพูดอะไรกับฉินเกออีกสักคำสองคำ
ผู้กล้าคนนี้ซีคะ อยู่ต่อหน้าฉินเกอตรง ๆ เลย ร่ายรำอยู่บนจุดต้องห้ามของเขาอย่างบ้าคลั่ง
สีหน้าของฉินเกอหม่นลงในบัดดล
สายตาที่มองไต้เหอ ไม่ต่างอะไรกับการมองคนตาย
รอยยิ้มของไต้เหอเริ่มเซื่อน หลุบตาลงเป็นประกาย
ตอนนี้มีนักศึกษาออกไปมองหาอาจารย์อยู่ที่หน้าประตูแล้ว
สวี่ซิงเฉินยกมือขึ้น ดึงฉินเกอไว้ "พี่ครับ ผมยังไม่ได้ดื่มนมเลย ดูเหมือนจะเย็นแล้วนะ"
สีหน้าหม่นของฉินเกอเจือจางลง ล้วงกระติกนมออกจากกระเป๋ามาจับดู ก็เย็นลงนิดหน่อย
เขาอยากจะไปอุ่นด้วยตัวเอง แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองแค่ห่างจากดาวเมื่อไหร่ รอบกายของเขาก็จะมีแต่ของสกปรกนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาทันที เขาก็รู้สึกว่าต้องอยู่เคียงข้างให้ห่างกันไม่ได้เลยสักอึดใจ
เขาโทรศัพท์สั่งการอะไรบางอย่าง ไม่นานก็มีคนส่งนมอุ่นร้อนมาให้
เขาจูงมือสวี่ซิงเฉิน เดินไปนั่งที่ว่าง ฉินเกอที่พอจะนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อกี้ได้ ทั่วร่างมีแต่ไอเย็นเฉียบ
รัศมีพวกเขาหลายเมตรกลายเป็นเขตสุญญากาศไป
สวี่ซิงเฉินไม่รู้ทำไม รู้สึกราวกับมีความละอายแผ่วเบาวูบหนึ่ง "คุณไม่ไปเรียนจริง ๆ หรือ"
ฉินเกอ "ไม่ไป"
สามวันที่ไม่เจอ ดาวไม่เพียงแต่มีความลับของตัวเอง ยังห่างเหินกับเขาอีกมาก ยังให้ของน่าขยะแขยงพวกนั้นมารายรอบ
ของสกปรกอะไรนั่นยังจะคิดช่วงชิงของของเขาอีก
พวกบทเรียนพวกนั้นเขาเรียนจบไปตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะดาว เขาก็คงไม่มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนี้
ช่วงเวลานี้ เขาจะไม่ให้ของสกปรกอื่นมีโอกาสเข้าใกล้ดาวอีก
ฉินเกอมีสีหน้าดำทะมึน เอามือเช็ดตำแหน่งใบหน้าข้างขวาของสวี่ซิงเฉินไม่หยุด อยากจะใช้วิธีนี้ขจัดกลิ่นอื่นออกไป
อีกทั้งยังกลัวแรงหนักเกิน จนทิ้งร่องรอยไว้บนหน้าสวี่ซิงเฉิน
ไม่พอ
แค่นี้มันห่างไกลจากคำว่าพอ
ต้องใช้กลิ่นที่เข้มข้นคลุมทับถึงจะได้
ฉินเกอไม่รู้ว่าเป็นอะไร รู้สึกกระวนกระวายร้อนรน หัวใจทั้งดวงราวถูกก้อนหินอุดแน่น
หาทางออกไม่เจอ
สวี่ซิงเฉิน "เขาไม่ได้โดนผม"
"ฉันรู้"
สวี่ซิงเฉินสะกิดขาฉินเกอเบา ๆ ทีหนึ่ง "แล้วคุณยังมีอารมณ์โกรธอะไรอยู่อีก"
"เธอเป็นของฉัน คนอื่นมีสิทธิ์อะไรเข้ามาใกล้เธอถึงเพียงนั้น"
สายในใจของสวี่ซิงเฉินถูกดีดเบา ๆ อีกครั้ง
ฉินเกอยังคงต่อไป "เธอบอกเองว่า ฉันคือเพื่อนดีคนเดียวของเธอ พวกเราต้องอยู่ด้วยกันทั้งชีวิต"
สวี่ซิงเฉิน: ...
ก็จริงนะ ไม่สามารถจะมีความหวังใด ๆ แม้แต่นิดเดียวกับฉินเกอได้เลย
ฉินเกอยังคงพล่ามไม่หยุด
"ฟ้อง" สวี่ซิงเฉินลืมคำสาบานของพวกเขาทั้งสอง
สวี่ซิงเฉินกระทืบเท้าฉินเกอทีหนึ่งอย่างแรง
ฉินเกอมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
สวี่ซิงเฉินหน้าเฉยเมย "เข้าเรียนแล้ว"
เขาหยิบหนังสือและปากกาออกมา เข้าสู่โหมดเรียนรู้ ถ้อยคำที่อกของฉินเกอถูกตีกลับคืนไปเช่นนี้
เขาก็ไม่กล้ารบกวนสวี่ซิงเฉินที่กำลังเรียน อัดอั้นคอยแต่จ้องมองเขา หวังว่าเขาจะสนใจบ้าง
สายตาเช่นนี้ไม่ได้มีผลอะไรต่อสวี่ซิงเฉินเลยแม้แต่ครึ่งส่วน เขาไม่ยอมแบ่งสมาธิให้ฉินเกอแม้แต่นิด
ฉินเกอจ้องมองใบหน้าครึ่งซีกนั้นของสวี่ซิงเฉินไม่วางตา ความหงุดหงิดและกระวนกระวายที่บอกไม่ถูกเช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงเวลาเลิกเรียน
แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะคลุมทับลงไปได้