เฟิ่งซีมองลงไปที่ปลายรองเท้า
วันนี้เป็นวันดี
วันที่นางจะสิ้นใจตาย
หากไอ้โง่ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามิเอาแต่พล่ามไม่หยุด อารมณ์ของนางอาจดีกว่านี้สักหน่อย
"เฟิ่งซี เจ้าจงตามข้าไปยังท้องพระโรงใหญ่เดี๋ยวนี้
วันนี้เป็นพิธีรับศิษย์ของจื่อหลาน ข้าไม่ปรารถนาให้เกิดเรื่องไม่ราบรื่น
หากเจ้ายอมรับความผิดตามจริง ข้าจะให้แผนกย่อยภารกิจเปลี่ยนงานเบาให้แก่เจ้า
หากกล่าววาจาเหลวไหล ผลที่ตามมาไม่จำเป็นต้องให้ข้าบอก เจ้าก็ควรรู้ดี"
พูดจบก็ปล่อยแรงกดดันใส่เฟิ่งซี
เฟิ่งซีรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ตันเถียนดังถูกฉีกกระชาก เหงื่อเย็นซึมทั่วหน้าผากในพริบตา
นางทะลุมิติเข้ามาในหนังสือชื่อ "ปลาคาร์พน้อยวาสนาดีที่ถูกทุกคนรัก" กลายเป็นตัวประกอบหญิงแซ่เดียวกันในเรื่อง
เฟิ่งซีและนางเอกเฉินจื่อหลานต่างเป็นศิษย์ภายนอกของสำนักหุนหยวน
ในการทดสอบคัดเลือกเข้าสำนักภายใน เฉินจื่อหลานไม่เพียงแย่งชิงหญ้าปราณทมิฬที่เฟิ่งซีเก็บได้ แต่ยังใช้กระบี่แทงทะลุท้องน้อยของนาง จนตันเถียนเกือบแตกสลาย
ภายหลังเฉินจื่อหลานกลับสับปลับกล่าวหาเฟิ่งซีว่ารังแกเพื่อนร่วมสำนัก ฟ้องไปยังสำนักบังคับใช้กฎ
เพราะเฉินจื่อหลานสร้างรากฐานได้ในการทดสอบ และถูกตรวจพบว่ามีรากวิญญาณน้ำระดับสูงสุด สำนักบังคับใช้กฎจึงตัดสินลงโทษเฟิ่งซีโดยไม่ทันไต่สวน
โบยยี่สิบที ลดขั้นเป็นผู้ทำงานรับใช้
ไม่นานมานี้ ผู้นำสำนักไป๋หลี่มู่เฉินยังประกาศรับเฉินจื่อหลานเป็นศิษย์ปิดสำนัก
วันนี้ คืองานพิธีรับศิษย์อันเป็นมงคล
ผู้ที่กำลังคุกคามเฟิ่งซีอยู่ตรงหน้าคือลู่ซิวหาน ศิษย์คนที่สองของผู้นำสำนักหุนหยวนไป๋หลี่มู่เฉิน
ในหนังสือ ตัวละครเดิมไม่กล้าขัดคำสั่งของเขา ยอมรับต่อหน้าทุกคนว่านางใส่ร้ายเฉินจื่อหลาน กลายเป็นเป้าสายตา
คืนนั้น ตัวเดิมถูกคนรัดคอตาย
แน่นอน ในสายตาคนภายนอก นางผูกคอตายด้วยความละอาย
ช่างน่าอนาถ!
หากนำไปสร้างเป็นละครก็คงอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งตอน
เฟิ่งซีทนเจ็บเงยหน้าขึ้น ใบบางซีดเผือดเผยรอยยิ้มขมขื่น
"ข้าเข้าใจดี บัดนี้ผิดถูกหาใช่สิ่งสำคัญ ชื่อเสียงของสำนักหุนหยวนเรายิ่งใหญ่กว่า ข้าจะคำนึงถึงส่วนรวม"
ลู่ซิวหานไม่แปลกใจกับคำตอบของเฟิ่งซี ตราบใดที่ไม่ใช่คนโง่ก็ย่อมรู้ว่าควรทำเช่นไร
แต่ว่า เมื่องานพิธีรับศิษย์สิ้นสุดลง นางก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว เพื่อมิให้เกิดปัญหาภายหน้า
ศิษย์น้องจื่อหลานหลั่งน้ำตาไม่น้อยเพราะเรื่องนี้ หากเฟิ่งซีตายไป นางก็จะได้ขจัดปมในใจนี้เสียที
เฟิ่งซีมิได้พลาดแววตาเหี้ยมเกรียมที่วาบผ่านในแววตาของเขา ดูท่าในหนังสือ การตายของตัวเดิมน่าจะเป็นฝีมือเขา
นางหัวเราะเย็นในใจ หากแต่ภายนอกกลับทำท่าเขินอายเล็กน้อยเอ่ยกับลู่ซิวหาน
"ศิษย์พี่ลู่ ตั้งแต่ข้าถูกลดขั้นเป็นผู้รับใช้ มือก็ตึงนัก ท่านพอจะให้ข้ายืมหินวิญญาณสักหน่อยได้หรือไม่ ไม่ต้องมาก แค่ห้าร้อยก้อนก็พอ"
ลู่ซิวหานแทบไม่เชื่อหูตนเอง "เจ้ามายืมหินวิญญาณจากข้า? ยังจะยืมถึงห้าร้อยก้อน?"
เฟิ่งซีผงกศีรษะ "หากไม่มีหินวิญญาณ ใจข้าก็ไม่สงบ ใจไม่สงบก็อาจพูดผิดได้"
สีหน้าของลู่ซิวหานพลันดำทะมึน "เจ้าข่มขู่ข้า?"
เฟิ่งซียิ้มแป้น "อืม"
ลู่ซิวหาน "..."
ไม่ใช่สิ เจ้าคนรับใช้ตันเถียนพังกล้าข่มขู่ข้าผู้เป็นศิษย์ตรง? เจ้าเบื่อชีวิตหรืออย่างไร?!
เขาคิดจะสั่งสอนนางสักยก แต่ก็กลั้นไว้
หากตอนนี้ทำร้ายหรือสังหารเฟิ่งซี ก็ไม่สามารถกู้ชื่อให้ศิษย์น้องจื่อหลานได้
ศิษย์น้องจื่อหลาน บริสุทธิ์ดั่งหยก ใจดีงาม ต้องไม่มีมลทินแม้สักนิด
ส่วนเรื่องการทดสอบก่อนหน้านี้ นางก็มิได้เจตนา ล้วนเป็นเฟิ่งซีนี่รุกเร้าเกินไป นางจึงโต้กลับเพื่อป้องกันตัว
จะโทษก็โทษเฟิ่งซี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ก็แค่หินวิญญาณไม่ใช่หรือ? ให้ไปก็สิ้นเรื่อง!
อย่างไรเสียหลังพิธีรับศิษย์ก็ต้องเก็บนางอยู่ดี เวลานั้นหินวิญญาณก็กลับคืนเป็นของข้า!
คิดดังนั้นจึงทำหน้าเย็นชาหยิบหินวิญญาณห้าร้อยก้อนจากแหวนเก็บของให้เฟิ่งซี
เฟิ่งซีเก็บหินวิญญาณดีแล้ว ยิ้มหวานกว่าเดิม
"ศิษย์พี่ ข้ายังอยากได้โอสถชะล้างปราณอีกหนึ่งเม็ด"
โอสถใดล้วนมีพิษตกค้าง เพียงแต่จะมากหรือน้อย ผู้มีปราณสูงอาจใช้ปราณขับมันออกมาได้
ผู้มีปราณต่ำได้แต่รับโอสถชำระล้างปราณ
ด้วยเหตุนี้ โอสถชำระล้างปราณจึงหายากยิ่ง
ในสำนักหุนหยวน มีเพียงศิษย์ตรงเท่านั้นที่ได้รับแจกโอสถชำระล้างปราณเดือนละหนึ่งเม็ด
ลู่ซิวหานอยากจะบีบคอเฟิ่งซีให้ตายตรงนั้น แต่เมื่อนึกถึงผู้อาวุโสในสำนักต่างๆ ที่อยู่ในงานพิธี ก็ได้แต่กัดฟันมอบโอสถชำระล้างปราณให้หนึ่งเม็ด
รอให้งานพิธีจบแล้วค่อยสังหารนางก็ยังไม่สาย!
เฟิ่งซีเก็บขวดกระเบื้องเล็กบรรจุโอสถชำระล้างปราณดีแล้ว จึงกระหยิ่มย่องตามลู่ซิวหานไปยังกระบี่วิญญาณ มุ่งหน้าสู่สถานที่จัดงานพิธีรับศิษย์
ลู่ซิวหานคารวะ "ท่านอาจารย์ ศิษย์มารายงานตัว นำคนรับใช้เฟิ่งซีมาแล้ว!"
ไป๋หลี่มู่เฉินโบกมือให้ลู่ซิวหานหลบไปด้านข้าง แล้วเอ่ยว่า
"เฟิ่งซี วันนั้นเจ้ากับจื่อหลานทะเลาะกันด้วยเรื่องหญ้าปราณทมิฬ วันนี้ต่อหน้าผู้อาวุโสทุกท่าน จงเล่ารายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น"
เฟิ่งซีก้มศีรษะ นิ่งเงียบ
ไป๋หลี่มู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย "เฟิ่งซี เจ้า..."
ยังมิทันพูดจบ เฟิ่งซีก็เงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีดเซียวเปื้อนน้ำตา
"ท่านผู้นำสำนัก ข้าจะกล่าวความจริงได้จริงหรือ?"
ใจของไป๋หลี่มู่เฉินทรุดลง พลันรู้สึกว่าเรื่องราวกำลังจะเดินไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง
เขายังมิทันได้กล่าวอะไร เสี่ยวไป่เต้าผู้นำสำนักเสวียนเทียนก็ชิงกล่าวขึ้นก่อน
"แม่หนูน้อย เจ้าวางใจกล่าวความจริงออกมาเถิด ต่อให้ผู้นำสำนักเจ้าหาได้ให้ความเป็นธรรมแก่เจ้า พวกเราก็จะไม่นิ่งดูดาย"
ไป๋หลี่มู่เฉินกล่าวยิ้มๆ
"ท่านผู้นำสำนักเสี่ยว กล่าวเกินไปแล้ว
เฟิ่งซี เอ่ยมาเถิด ต้องให้ตรงตามความเป็นจริง"
คำว่า "ตรงตามความเป็นจริง" สี่คำเน้นหนักเป็นพิเศษ
เฟิ่งซีมิได้มองไป๋หลี่มู่เฉิน หากแต่มองไปยังเสี่ยวไป่เต้า
"ท่านผู้นำสำนักเสี่ยว ท่านยินดีช่วยเหลือข้าจริงหรือ?"
เสี่ยวไป่เต้าตะลึงไป ข้าแค่อยากดูความสนุก พูดส่งๆ ไปอย่างนั้น เจ้ากลับถือเป็นเรื่องจริงจังเสียแล้ว?
แต่ก็จนใจต้องเอ่ยภายใต้สายตาทุกคู่
"เอ่อ ถึงเจ้ามิได้เป็นศิษย์สำนักเสวียนเทียนของเรา ข้าก็มิอาจก้าวก่ายมากนัก
แต่หากเจ้ามีเรื่องไม่เป็นธรรม ผู้นำก็อาจช่วยให้ความยุติธรรมแก่เจ้าได้"
แล้วเขาก็เห็นแววตาเฟิ่งซีเป็นประกาย
"ท่านผู้นำสำนักเสี่ยว บัดนี้ข้าเป็นคนรับใช้ของสำนักหุนหยวน ไม่อาจนับเป็นศิษย์ ขอเพียงชำระค่าถอนตัวก็พ้นจากสำนักได้
ดังนั้น ท่านจะรับข้าเป็นศิษย์สำนักเสวียนเทียนได้หรือไม่?
ศิษย์ภายนอกก็พอ ข้าไม่เลือก
เช่นนั้น ข้าก็จะเป็นศิษย์ในสำนักของท่าน ท่านจะก้าวก่ายอย่างไรก็ได้ ชอบธรรมยิ่ง!"
เสี่ยวไป่เต้า "..."
เจ้าเกิดปีวอกใช่หรือไม่?
ปีนบันไดเก่งเสียจริง!
ขณะเสี่ยวไป่เต้ากำลังงุนงง เฟิ่งซีหยิบหินวิญญาณห้าร้อยก้อนจากถุงเก็บวัตถุวางลงบนพื้น
"ผู้นำสำนักไป๋หลี่ นี่คือค่าถอนตัวของคนรับใช้ ข้าขอออกจากสำนักหุนหยวน ต่อไปข้าก็เป็นคนของสำนักเสวียนเทียนแล้ว!"
ไป๋หลี่มู่เฉินตะลึงกับการกระทำพลิกความคาดหมายของเฟิ่งซี ยังมิทันตั้งตัว ศิษย์รักคนที่สองของเขา ลู่ซิวหาน ก็แผดเสียงคำราม
"เฟิ่งซี! หินวิญญาณพวกนี้เป็นของข้า! ข้าให้เจ้า!"