“เฉินอี้ ร่างกายไม่เป็นไรใช่ไหม”
หญิงชราวัยราวหกสิบปีรีบคว้าข้อมือของเซี่ยเฉินอี้ไว้ ก่อนถามรัวราวกับซักไซ้เอาความจริง “ยายของหลานพาไปไหนมา ทำให้ฉันต้องรออยู่ในบ้านตั้งนาน”
ขณะพูด ดวงตาของนางก็กวาดมองเซี่ยเฉินอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังสำรวจเหยื่อ
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเซี่ยเฉินอี้ยังคงซีดขาวไร้เลือดฝาดเหมือนก่อน ร่างกายก็อ่อนแอจนแทบปลิวไปตามลม นางจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ความเหี้ยมโหดที่วาบผ่านดวงตาของนาง ต่งเยาซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ มองเห็นได้อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้เธอไม่รู้ว่าร่างกายของเฉินอี้ทรุดโทรมลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะเจ็บป่วย แต่เป็นเพราะถูกใครบางคนขโมยพลังชีวิตไป ครั้นรู้ความจริงแล้ว พอมองสีหน้าและแววตาของน้องสาวสามีคนนี้อย่างละเอียด ก็เห็นพิรุธไม่น้อย
ไม่น่าแปลกใจที่จู่ ๆ น้องสาวสามีก็เปลี่ยนมาเป็นห่วงเฉินอี้นัก แถมยังแวะมาบ้านพวกเขาอยู่บ่อย ๆ
ที่แท้ก็มาเฝ้าสังเกตอาการของเฉินอี้นี่เอง!
พอเห็นว่าหยกที่เฉินอี้สวมอยู่หายไป ก็รีบร้อนวิ่งมาที่บ้านเพื่อสืบข่าวทันที
“คุณน้า จับผมเจ็บแล้วครับ” เซี่ยเฉินอี้สะบัดมือหลุดจากการเกาะกุมของนาง แล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เมื่อก่อนเวลาคุณน้ามาเยี่ยมที่บ้าน เซี่ยเฉินอี้ยังคิดว่านางเป็นห่วงเขา แต่ตอนนี้แค่นางขยับเข้ามาใกล้เพียงนิดเดียว เขาก็รู้สึกทนไม่ได้แล้ว
สีหน้าของหญิงชราชะงักไปเล็กน้อย แววขุ่นเคืองวาบผ่านดวงตา ขณะที่นางกำลังจะพูดอะไร ต่งเยาก็ชิงพูดขัดขึ้นก่อน
“น้องมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่”
