เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนที่นั่งอยู่ในห้องต่างก็หันข้างมองไปทางเขาพร้อมกัน
ซูเนี่ยนเวย์เองก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วหันไปมองอวี๋ห้าเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ลุงอวี๋ถามขึ้นก่อน “ผมได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่ข้างนอก เหมือนจะพูดกันว่าเกิดไฟไหม้ แล้วยังตะโกนให้รีบช่วยคนอีก หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน?”
เสียงพูดยังไม่ทันจางหาย
อวี๋ห้าก็ยิ้มหน้าบานพร้อมชูนิ้วโป้งให้ “ลุงอวี๋ ท่านนี่แม่นราวกับเทพจริง ๆ!”
“เกิดอุบัติเหตุรถชนกันจริง ๆ ครับ!”
“แถมพวกคุณต้องเดาไม่ออกแน่ ๆ ว่าคนที่เกิดเรื่องเป็นใคร”
“ใครหรือ?”
ทุกคนถามด้วยสีหน้าใคร่รู้
อวี๋ห้าฉีกยิ้มแล้วบอกว่า “ก็คนกลุ่มที่เราเจอหน้าร้านอาหารเมื่อครู่นั่นแหละครับ พวกเขาขับรถไปถึงทางโค้งข้างหน้าได้ไม่นานก็เกิดเรื่องขึ้น”
“คนขับชื่อกัวเจิ้ง”
“ตอนเที่ยงเขาคงดื่มเหล้ามากไปจนมึนงง ถึงกับขับรถพุ่งชนต้นไม้เข้าให้”
“เป็นพวกเขาจริง ๆ ด้วย!”
ลุงอวี๋กับเวินชีสบตากัน ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดจะหาโอกาสสั่งสอนกัวเจิ้งให้สาสมอยู่เลย!
ไม่คิดเลยว่า...เขาจะประสบอุบัติเหตุเร็วขนาดนี้
“แล้วตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหนักหรือเปล่า?”
เซี่ยเฉินอี้ได้สติแล้วรีบถามอวี๋ห้า “รถเสียหายมากแค่ไหน แล้วช่วยคนออกมาได้หรือยัง?” ตายคารถไปเลยก็ดี!
แน่นอนว่าประโยคสุดท้ายเขาทำได้แค่คิดอยู่ในใจเท่านั้น
อย่างไรก็รู้ว่าไม่เหมาะจะพูดออกมา
“ช่วยออกมาได้แล้วครับ แต่ทั้งสามคนบาดเจ็บหนักพอสมควร”
