พอหลี่ชุ่ยฮวาถามออกมา ทุกคนก็สะดุ้งกันหมด
แทบจะพร้อมใจกันหันไปมองฟู่ชางเย่
แต่พอเห็นหน้าเขา ทุกคนกลับหนาววาบ รีบเบนสายตาไปมองเซิ่งเซี่ยแทน
หลินหงเหมยหลุบตาวูบวาบ แอบรอดูว่าเซิ่งเซี่ยจะขายหน้าอย่างไร
แต่ผลกลับทำให้เธอผิดหวัง
ฟู่ชางเย่ไม่แม้แต่จะชายตามองหลี่ชุ่ยฮวา
เขายืนอยู่ตรงหน้าเซิ่งเซี่ย บังสายตาที่ไม่น่ามองให้เธอ น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่กลับทำเอาทุกคนตะลึงงัน
“ทำได้ดีมาก! ต่อไปใครกล้ารังแกเธอ ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือเด็กก็บอกฉันมา ฉันจะหักขามันเอง!”
พูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบ เขาเงยหน้ามองหลี่ชุ่ยฮวา
สีหน้าไม่ได้ดุดันสักนิด แต่กลับแผ่แรงกดดันจนไม่มีใครกล้าสบตา
“แกเพิ่งบอกให้ฉันจัดการใครวะ? ฉันเสี่ยงชีวิตอยู่ในค่ายทหาร แต่พวกแกกลับรังแกเมียฉันอยู่ข้างหลัง นี่มันจงใจยั่วโมโหฉันหรือไง?”
หลี่ชุ่ยฮวากลัวจนแทบสิ้นสติ ไม่กล้าพูดสักคำ ได้แต่ทำตัวหดหัวเหมือนนกกระทา
คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าส่งเสียง
เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก
เซิ่งเซี่ยรู้สึกว่าภาพนี้เหมือนพวกนักเรียนโดดเรียนปีนกำแพง แล้วถูกครูฝ่ายปกครองจับได้คาหนังคาเขา กำลังยืนฟังเทศนาอยู่
แต่ละคนก้มหน้าหงุด ไม่พูดสักคำ
ฟู่ชางเย่เลิกคิ้ว “ไม่พูดเหรอ? หูหนวกหรือไง หรือเป็นใบ้ไปแล้ว?”
เขาทำท่าพักตามระเบียบ ท่าทางองอาจสง่าผ่าเผย แต่ก็เต็มไปด้วยอันตราย
“บ้าเอ๊ย พูดสิ!”
น่องของหลี่ชุ่ยฮวาสั่นไม่หยุด เธอรู้สึกแค่ว่าสายตาที่เขากวาดมองอย่างไม่ใส่ใจนั้น แค่แวบเดียวก็เหมือนจะถลกหนังเธอออกมาได้ทั้งเป็น!
พอนึกถึงข่าวลือที่ว่าเขาเคยบีบหัวศัตรูจนระเบิดด้วยมือข้างเดียว ขาของเธอก็อ่อนยวบ รีบพูดขอโทษเสียงสั่น
