ด้านนอกมีเสียงเด็กร้องไห้
แผดเสียงร้องไห้โวยวายไม่หยุด แถมยังลงไปนอนดิ้นพราดกับพื้นเหมือนกำลังอาละวาด
เซิ่งเซี่ยฟังแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นเด็กเหลือขอ
แถมเสียงนั้นยังคุ้นหูอยู่ไม่น้อย
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
ไม่นานก็ได้ยินเสียงหลินหงเหมยสั่งสอนลูก
“กิน ๆ อยู่นั่น! ใครจะมีเนื้อให้แกกิน รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
“ไม่! ผมไม่ลุก!” เด็กชายแผดเสียงดังลั่นอย่างไร้เหตุผล “แม่! ผมได้กลิ่นแล้ว เนื้อหอมมากเลย บ้านตรงข้ามเยื้อง ๆ นั่นแหละ แม่ไปขอมาเร็ว ผมจะกิน! ผมอยากกินเนื้อ!”
แม่ลูกคู่นี้ชุลมุนกันจนบ้านแทบแตก
คนหนึ่งอาละวาด อีกคนพยายามเกลี้ยกล่อม
ยื้อยุดกันจนมาถึงหน้าบ้านเซิ่งเซี่ย
บานประตูแข็งแรงมาก เพราะฟู่ชางเย่เสริมความแข็งแรงไว้แล้ว
แต่ถึงจะแข็งแรงแค่ไหน ก็ทนแรงกระแทกจากเด็กชายที่โถมใส่ไม่หยุดไม่ไหว
เห็นท่าว่าประตูใกล้จะพัง เซิ่งเซี่ยก็วางตะหลิวลงดังเคร้ง
เธอเปิดประตู มองเด็กชายที่กำลังอาละวาดจากที่สูงกว่า
“ร้องไห้ทำไม อยากกินเนื้อก็ให้พ่อแม่ไปซื้อ อย่ามาร้องโวยวายหน้าบ้านฉัน ฉันไม่สงสารแกหรอก อีกอย่าง ถ้าแกทำประตูบ้านฉันพัง ก็ต้องชดใช้ด้วย”
เด็กนี่เป็นปีศาจตัวจ้อยกลับชาติมาเกิดหรือไงนะ?
ตอนอยู่บนรถไฟ เซิ่งเซี่ยก็เห็นฤทธิ์เดชของเขามาแล้ว จึงไม่มีความประทับใจดี ๆ ให้เลยสักนิด
พอเห็นเซิ่งเซี่ยดุลูกรักของตัวเอง หลินหงเหมยก็ทำหน้าบึ้งตึงทันที น้ำเสียงเย็นชาและกระแทกกระทั้น
“สือโถวเป็นเด็กเล็ก เด็กไม่รู้ความก็เป็นเรื่องปกติ ผู้ใหญ่อย่างคุณจะดุเขาทำไม ไม่มียางอายบ้างหรือไง?”
คำพูดของเธอฟังดูเหมือนกำลังปกป้องลูกและระบายความไม่พอใจแทนเขา แต่สายตากลับเหลือบมองเข้าไปในบ้านด้านหลังเซิ่งเซี่ยอย่างแนบเนียน
