ฉินชางเย่าเดินเข้าไปในโถงหน้า สายตาจับอยู่ที่เซียวจิ่งเสวียน ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“องค์ชายสามเสด็จมาหาข้าแต่เช้า ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือ?”
เซียวจิ่งเสวียนวางถ้วยชาลง เผยรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า
“ชางเย่า แม้ปกติพวกเราจะไปมาหาสู่กันไม่บ่อยนัก แต่ข้ากับหลิงเซียวเป็นสหายกัน”
“ตามเหตุผลแล้ว เจ้าเองก็ถือเป็นคนกันเอง”
ฉินชางเย่าแค่นหัวเราะในใจ
คนกันเองหรือ?
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเจ้ามาหา พอข่าวเรื่องโอสถหวงหยวนลายเก้าแพร่ออกไป กลับกลายเป็นคนกันเองเสียแล้ว
ฉินชางเย่ายังคงสีหน้าเรียบเฉย เพียงเอ่ยเสียงราบเรียบว่า
“องค์ชายสามมีอะไรก็ตรัสมาตรง ๆ ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม”
เซียวจิ่งเสวียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าฉินชางเย่าจะไม่ไว้หน้าเขาถึงเพียงนี้
แต่เพื่อวาสนาที่อยู่กับฉินชางเย่า เขาจึงข่มความไม่พอใจในใจเอาไว้
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะพูดตรง ๆ”
“เมื่อวานเจ้านำโอสถหวงหยวนลายเก้าเม็ดหนึ่งออกมาในห้างการค้าเสิ่น เรื่องนี้แพร่ไปทั่วนครหลวงแล้ว”
“ข้าใคร่รู้ยิ่งนักว่าโอสถเม็ดนั้น เจ้าได้มาจากที่ใดกันแน่?”
บรรยากาศในโถงหน้าพลันเงียบสงัดลง
ฉินเสวียนคงขมวดคิ้ว ที่แท้ก็หมายตาโอสถหวงหยวนลายเก้ามาโดยเฉพาะ
แม้ในใจเขาจะใคร่รู้อยู่มากเช่นกัน แต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม
เพราะนี่เป็นความลับของชางเย่า ในฐานะอารอง เขาเพียงหวังให้ชางเย่ามีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ส่วนเรื่องอื่นไม่สำคัญ
ฉินชางเย่ายิ้มบาง ๆ
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับองค์ชายสามหรือ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าเซียวจิ่งเสวียนแข็งค้างไปเล็กน้อย
เขาเป็นถึงองค์ชาย ยังอุตส่าห์เอ่ยปากถามด้วยตนเอง ฉินชางเย่ากลับกล้าตอบเช่นนี้หรือ?
