“พ่อหนุ่มนี่พูดจาหวานเป็นเหมือนกันนะ”
พนักงานขายดีใจจริง ๆ เธอหันไปหยิบเสื้อบุนวมสีแดงลายดอกเล็กสีชมพูอ่อนจากชั้นวาง ก่อนเอ่ยว่า “ตัวนี้ก็ไม่เลวนะ จะลองไหม?”
“จะลองอะไรล่ะครับ สายตาพี่สาวต้องไม่พลาดอยู่แล้ว เอาตัวนี้ครับ มีแบบที่เหมาะอีกไหม ต้องมีไว้สับเปลี่ยนกันสักตัว”
เหออวี่เฟิงรับเสื้อบุนวมมาวางบนเคาน์เตอร์พลางเอ่ย
“ต้องลองกะขนาดดูก่อนสิ”
พนักงานขายรู้สึกปลื้มใจไม่น้อย จึงเดินอ้อมออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ แล้วถือเสื้อทาบตัวเหออวี่สุ่ยเพื่อเทียบขนาด
เหออวี่สุ่ยเกร็งไปทั้งตัว ปล่อยให้พนักงานขายจับพลิกซ้ายพลิกขวา ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
“ได้เลย ขนาดกำลังพอดี ข้างในใส่เสื้อไหมพรมอีกตัวก็พอดี”
พนักงานขายเทียบเสื้อเสร็จแล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “แต่เด็กคนนี้ผอมเกินไปหน่อยนะ พี่ชายเพิ่งกลับจากกองทัพใช่ไหม?”
“พี่รู้ได้ยังไงครับ?”
เหออวี่เฟิงถามอย่างสงสัย
“ฉันรู้ได้ยังไงน่ะหรือ? ยังต้องถามอีกเหรอ?”
พนักงานขายยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เสื้อตัวนี้ราคาไม่ถูกนะ เธอไม่ถามราคาก็ซื้อเลย แสดงว่าดีกับน้องสาวมาก แต่เด็กคนนี้ผอมขนาดนี้ ดูก็รู้ว่าปกติคงลำบากไม่น้อย ถ้ามีพี่ชายคอยดูแลเอาใจใส่อย่างเธอ ก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก ยิ่งบวกกับชุดทหารที่ใส่อยู่ พี่สาวคนนี้ก็พอดูคนเป็นอยู่บ้างนะ”
“พี่นี่สุดยอดจริง ๆ!”
เหออวี่เฟิงยกนิ้วโป้งให้ “มิน่าล่ะใคร ๆ ถึงบอกว่าถ้าไม่มีฝีมือจริงคงทำงานขายไม่ได้ เคาน์เตอร์เล็ก ๆ แห่งนี้ซ่อนยอดฝีมือไว้เพียบเลย!”
