เซิ่งเวิ่นอินไม่รู้ว่าฉีซื่อโยนเสื้อไปก็เพื่อกันไม่ให้เธอเปิดอก
แต่เธอก็ยังอุตส่าห์กอดเสื้อของเขาไว้ แล้วถามขึ้นว่า “นายจับปลาเป็นไหม หรือให้ฉันทำแทน”
“ไม่ต้อง” ชายหนุ่มถอดรองเท้าถุงเท้า ม้วนขากางเกงขึ้นสูง แล้วเดินลงไปในน้ำ
เซิ่งเวิ่นอินอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะชายคนนี้ร่างกายอ่อนแอเหลือเกิน เธอขมวดคิ้วเตือน “ถ้างั้นนายระวังหน่อยล่ะ”
ฉีซื่อมองเธอ เห็นว่าเธอกอดเสื้อของเขาไว้แน่น มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปกลางลำธาร
ลำธารตื้นมาก ฉีซื่อก้มตัวลงตั้งสมาธิ สายตาจับจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ ชั่วครู่หนึ่ง เขาก็ตวัดแขนลงไปอย่างรวดเร็ว——
เซิ่งเวิ่นอินยืนเขย่งเท้ามองดูอยู่บนฝั่ง
เห็นฉีซื่ออยู่นิ่ง ๆ นาน ไม่ขยับ เธอจึงถาม “หนีไปแล้วเหรอ”
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร
เซิ่งเวิ่นอินกำลังจะปลอบเขาว่าไม่เป็นไร ความล้มเหลวคือก้าวแรกของความสำเร็จ อะไรประมาณนั้น
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มก็ใช้มือเดียวยกปลาตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วโยนมาทางเธอ
เซิ่งเวิ่นอินรับปลาไว้ได้โดยสัญชาตญาณ ดวงตาเป็นประกาย พลางยิ้มชม “เก่งมาก!”
ฉีซื่อยิ้มตามเล็กน้อย หลังจากนั้น เขาจับได้ทีละตัว ๆ สิบนาทีต่อมา เขาก็จับปลาขึ้นมาได้ห้าตัว
ปลาห้าตัวดูเหมือนเยอะ แต่ตัวไม่ใหญ่ น้ำหนักรวมกันแล้ว ก็น่าจะพอให้สองคนกินอิ่ม
เซิ่งเวิ่นอินกะดูแล้วพูดขึ้น “พอแล้วล่ะ ขึ้นมาเถอะ”
ฉีซื่อเดินขึ้นฝั่งมาทั้งตัวเปียกชื้น
เซิ่งเวิ่นอินนั่งยอง ๆ กองฟืนอยู่บนพื้น เห็นสภาพเขาแบบนั้น เลยพูดขึ้น “นายอาบน้ำไปด้วยเลยแล้วกัน เดี๋ยวปลาสุกแล้วเรียก”