จ้าวอี้ยังคงส่งเสียงอู้อี้ต่อไป เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็ตื่นตระหนกอยู่บ้าง
แต่สังเกตได้ไม่ยากว่าภายใต้ความตื่นตระหนกนั้น เธอยังคงด่าทอไม่หยุด ไม่สำนึกผิด
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจตรามาถึง เสิ่นจืออินก็ทำมุทรา ยันต์ปิดปากปลิวไปตามลม เธอจึงกลับมาส่งเสียงได้อีกครั้ง
ได้ยินเสียงตัวเอง จ้าวอี้ตื่นเต้นดีใจแล้วรีบวิ่งไปหาเจ้าหน้าที่ตรวจตรา
“ผี เมื่อกี้มีผี จู่ ๆ ฉันก็พูดไม่ออก พวกเขาหลายคนเห็นหมด”
เมื่อเผชิญสายตาของเหล่าเจ้าหน้าที่ตรวจตราที่มองมา เสิ่นจืออินทำหน้าซื่อไร้เดียงสาเต็มที่
“เธอพูดอะไรน่ะ เมื่อกี้เธอด่าพวกเราตลอดเลยนะ หยาบคายมาก อินอินกลัวนะ”
คุณตาก็ให้ความร่วมมือดีนัก พยักหน้าพลางโอบหลานตัวเองและเสิ่นจืออิน สีหน้าโกรธเคือง
“ใช่แล้วครับเจ้าหน้าที่ เมื่อกี้ผู้หญิงคนนี้ด่าพวกเราตลอด แล้วก็ด่าได้สกปรกมาก ชีวิตนี้ผมไม่เคยได้ยินคำด่ามากมายขนาดนั้นมาก่อน แล้วก็เธอพาหมาตัวใหญ่ขนาดนั้นออกมาโดยไม่ใส่สายจูง เกือบกัดพวกเราเข้าให้แล้ว พวกคุณขอดูกล้องวงจรปิดได้เลย”
“พวกคุณโกหก!”
จ้าวอี้ชี้หน้าพวกเขาแล้วเริ่มด่าอีก
คำด่านั้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ตรวจตรายังฟังไม่ลง
“คุณผู้หญิง ช่วยใจเย็นด้วย ห้ามด่าคำหยาบเรื่อยเปื่อย!”
น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่ตรวจตราเคร่งขรึมขึ้น จ้าวอี้ก็ไม่ยอมทันที
“ฉันเป็นคนแจ้งตำรวจ พวกคุณจะมาเข้าข้างพวกมันได้ยังไง หมาของฉันถูกเด็กสารเลวนั่นทำร้าย พวกคุณต้องจับมันมาให้ได้”
เจ้าหน้าที่ตรวจตรา: “ไม่ว่าใครเป็นคนแจ้งตำรวจ เราก็จะจัดการอย่างเป็นธรรม ตอนนี้ขอให้ทุกท่านไปที่สำนักตรวจตราเพื่อบันทึกปากคำด้วยครับ”
“ทำไมล่ะ! ฉันไม่ผิด จะไปสำนักตรวจตรากับพวกคุณทำไม จับพวกมันสิ!”
พอเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจตรายืนกรานจะพาตัวไป จ้าวอี้ก็เริ่มตีโพยตีพายข่มขู่
“รู้ไหมสามีฉันเป็นใคร ถึงกล้าจับฉัน เชื่อไหมจะทำให้พวกคุณเดือดร้อนแน่!”
“โอ้ สามีเธอเป็นใครกัน ถึงได้บ้าอำนาจนัก บอกมาสิ จะฟังดู”
เสียงที่เปี่ยมไปด้วยแววกวน ๆ ดังขึ้น ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ตัดผมเกรียน เส้นหน้าเด่นชัดเดินเข้ามา มือล้วงกระเป๋ากางเกง ท่าทางยียวนยิ่งกว่าเสิ่นมู่เหย่อีก
เจ้าหน้าที่ตรวจตราข้าง ๆ มองเขาพลางหัวเราะ “หัวหน้าฉิน”
“คุณ…คุณนี่”
ฉินเจินเชิดคางขึ้น
“ไปสักรอบเถอะป้า ถ้าสามีแกเก่งจริงก็ค่อยรอให้เขาหาวิธีมาประกันตัวแกแล้วกัน”
พูดจบเขาก็หัวเราะในลำคอ ท่าทางไม่ได้เห็นหัวผู้หญิงที่งอแงนั่นเลยสักนิด
จ้าวอี้โกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่ที่แปลกคือไม่กล้าตีโพยตีพายต่อหน้าชายหนุ่ม
“ถึงคุณจะเป็นคนตระกูลฉิน แต่จะจับคนตามใจชอบก็ไม่ได้นะ!”
เห็นได้ชัดว่า เธอรู้จักชายหนุ่ม และเกรงกลัวเขามาก
“ตามใจหรือไม่ตามใจ ไปถึงสำนักตรวจตราก็รู้แล้ว”
เมื่อมาถึงสำนักตรวจตรา ทางเจ้าหน้าที่ตรวจตราก็ดึงวิดีโอกล้องวงจรปิดของหมู่บ้านมาแล้ว
ก็เป็นอย่างที่คุณตาว่าไว้ เรื่องนี้จ้าวอี้ไม่มีเหตุผล พาหมาเดินเล่นแต่ไม่ใส่สายจูงก็แล้วไปเถอะ เกือบกัดคนแล้วยังกล้าทำหยิ่งผยองอีก
แต่เมื่อเห็นในคลิปว่าเสิ่นจืออินจัดการเจ้าหมาดุนั่นด้วยท่าสองสามกระบวน แล้วยังเตะกระเด็นออกไปอีก เจ้าหน้าที่ตรวจตราทุกคนก็ตกตะลึง
พวกเขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองตาฝาด ไม่แน่ใจก็ต้องดูใหม่อีกรอบ
แต่ดูอีกกี่รอบก็เหมือนเดิม
“เจ๋งไปเลย ยัยหนูตัวกระจ้อยขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นยอดฝีมือนี่นา!”
ฉินเจินก็เลิกคิ้วขึ้น แล้วสายตาทุกคนก็ตกไปที่เสิ่นจืออิน
“น้องเล็กฝีมือดีนี่ ไปเรียนมาจากไหนน่ะ? สุดยอด”
นี่อายุแค่ไหนกัน เด็กกระจิดริดขนาดนี้ กลับเตะหมาตัวใหญ่เบ้อเริ่มปลิวกระเด็นได้
ยังมีคนยกนิ้วโป้งให้เธออีก
เสิ่นจืออินขณะนี้นั่งหลังตรงเรียบร้อยน่ารัก มีสง่าคล้ายกุลสตรีสมัยโบราณอยู่บ้าง
แต่บังเอิญตอนนี้เธอตัวเล็ก ท่าทางเอาจริงเอาจังนี่น่ารักจนทนไม่ไหว
“เรียนกับอาจารย์หนู”
“นี่ ในคลิปพวกคุณก็เห็นแล้ว เด็กสารเลวนี่ทำหมาฉันเจ็บ ยังไงมันก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายนะ นี่คือสุนัขพันธ์ร็อตไวเลอร์พันธุ์แท้ของฉันนะ ราคาแพงจะตาย ปกติที่บ้านก็ดูแลอย่างดี เลี้ยงจนโตขนาดนี้ค่าใช้จ่ายก็ไม่น้อย ยังไงก็ต้องชดใช้สักหลายล้านนะ”
ถึงตอนนี้ ไม่เว้นแม้แต่คุณตา เจ้าหน้าที่ตรวจตราก็อดไม่ไหวแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นตำรวจประชาชนจะด่าคนไม่ได้ พวกเขาอยากจะด่าจริง ๆ ว่านี่โคตรไม่มียางอายเลย
แต่ในบรรดาเจ้าหน้าที่เหล่านี้ มีหนึ่งคนที่ยกเว้น
ฉินเจินหัวเราะในลำคอ: “ป้าครับ ผมจะบอกให้นะ โครงสร้างป้องกันทั้งหลายที่ไหนไม่ได้ใช้หนังหน้าแกไปสร้าง นั่นเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการวิศวกรรมเลยนะ ถึงแม้คนเรามีไอคิวสูงต่ำต่างกัน แต่มันก็ไม่ถึงกับก้านสมองขาดไปนี่นา?
หรือว่าขี้หมาบ้านแกเป็นทองคำ ถึงได้ทะนุถนอมมันเหมือนพ่อแม่มันอย่างนั้น โอ๊ะ ผมผิดแล้ว พ่อแม่จริง ๆ ของแกคงยังไม่ได้รับการดูแลดีเท่านี้เลยมั้ง แกแน่ใจนะว่าจะมายืนเถียงกับผมตรงนี้ ว่าชีวิตหมากับชีวิตคน อะไรสำคัญกว่ากัน?”
คำเหน็บแนมเสียดสีเป็นชุดนี้สาดออกมา ทุกคนในที่นั้นสะใจกันถ้วนหน้า
เสิ่นจืออินยิ่งเบิกตากว้างมองชายหนุ่ม ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายวิบวับ
ที่แท้ก็ด่าแบบนี้ได้ด้วย! เรียนรู้แล้ว ๆ!
ก็แต่ว่าตอนนี้เธอพูดช้า แล้วเสียงยังนุ่มนิ่มไม่มีแรงข่มเวลาด่าคน
“คุณ…คุณด่าคนได้ยังไง!”
จ้าวอี้โมโหอยู่พักใหญ่ ถึงกับหลุดออกมาได้แค่ประโยคนี้
ฉินเจินทำหน้าตกใจ: “โอ้ แกฟังภาษาคนออกด้วยหรอเนี่ย อย่างนี้จะนับว่าเป็นคำด่าได้ไง? ในเมื่อเทียบกับแกแล้ว มันห่างกันคนละจักรวาลอยู่นะ จะให้ผมยอมรับว่าด่าคนเนี่ย โอ๊ย ไม่บังอาจ”
คนรอบข้างพากันเปลี่ยนจากโมโหเป็นมามุงดู เก่งนักก็พูดออกมาให้หมดเลย!
ดูหน้าจ้าวอี้ที่เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ พวกเขาสะใจ
แต่สะใจแล้วก็ต้องทำเป็นห้าม ๆ กันหน่อย
“เอาน่า ๆ เราเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจตรา ก็อย่าไปถือสากับป้าคนนี้เลย”
จ้าวอี้: …นายจะห้ามน่ะอย่าห้ามเลยดีกว่า เรียกใครว่าป้านะห๊ะ!
ถึงแม้จะถูกย้อนเสีย ๆ อย่างนั้น จ้าวอี้ก็ยังคงเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป
และหลังจากสามีเธอมา ก็ยิ่งมีทิฐิขึ้นไปอีก
สามีของจ้าวอี้ก็อยู่ในตระกูลใหญ่ตระกูลดัง นามสกุลหวัง บริษัทที่บ้านไม่ได้เปิดเล็ก ๆ
ด้วยเหตุนี้เธอถึงได้มีทิฐิมากมายขนาดนั้น
ฉินเจินกอดอก: “จะเอาเงินชดใช้ก็ไม่ใช่ไม่ได้หรอก แต่ค่าเสียหายทางใจที่คนพวกนี้ถูกทำให้ตกใจนี่ พวกคุณจะต้องจ่ายชดใช้บ้างไหม?”
สามีจ้าวอี้กระตุกมุมปาก ด้วยเกรงในสถานะของฉินเจินเลยไม่ได้โมโห แต่ที่ถูกคนรุ่นหลังหักหน้าอย่างนี้ ในใจเขาก็ไม่สบอารมณ์
“ฉินเจิน นี่เรื่องของพวกเราเอง ไม่เกี่ยวกับคุณ จะมาสอดแทรกทำไม”
ฉินเจินแสยะยิ้ม ท่าทางกวน ๆ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็เรื่องสอดรู้สอดเห็นอะไรทำนองนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตรวจตราควรทำไม่ใช่หรือ? ท่านก็คิดดูสิ ในเมื่อผมได้ใส่ชุดนี้แล้ว ก็คงดูพวกคุณเที่ยวข่มเหงรังแกคนอื่นอยู่ไม่ได้หรอก ใช่ไหมล่ะ”
หวังคังไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับตระกูลฉิน เพราะตระกูลหวังหากนับกันจริง ๆ ก็เป็นแค่ตระกูลเล็กที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการค้าขาย ไม่สามารถเทียบกับตระกูลฉินได้เลย
เขาเห็นว่าฉินเจินจะช่วยทั้งสามคนแน่แล้ว ก็เลยไม่ยืดเยื้อต่อ อีกทั้งเรื่องนี้หากคิดกันจริง ๆ ก็เป็นพวกตนที่ไม่มีเหตุผล
ที่จริงพวกเขารู้แก่ใจดี เพียงแต่ชินกับการข่มเหงรังแกคน และเสียหน้าไม่ได้ ก็เลยไม่มีเหตุผลยังต้องหาเรื่องให้มันมีขึ้นมา
เห็นสามีจะยอมความง่าย ๆ อย่างนี้ จ้าวอี้ก็เริ่มไม่ยินยอม
“ทำไมต้องยอมง่าย ๆ อย่างนี้ เอมิลี่ถูกตีตายแล้วนะ นั่นฉันซื้อมาราคาแพง…”
เธอยังไม่เลิกรา แต่หวังคังกลับเริ่มหมดความอดทน: “ตกลงแกจะไปไหม ไม่ไปก็อยู่ที่นี่คนเดียวเถอะ”
พูดจบก็ก้าวยาว ๆ ออกไป
จ้าวอี้จ้องเขม็งใส่เสิ่นจืออินอย่างเคียดแค้นก่อนจะตามไป