บ่ายวันถัดมา ขณะที่กำลังต่อสู้กับเสิ่นจืออิน เจ้าผีแห้งก็ฉวยโอกาสหลุดออกไปอีกทางหนึ่ง
เสิ่นจืออินเองก็รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในอากาศได้อย่างเฉียบพลัน
มีกลิ่นไอชื้นเพิ่มเข้ามา
ฟ้าค่อย ๆ มืดครึ้มลง เพราะการมาถึงของเซียงหลิ่ว ทำให้ในอากาศมีธาตุน้ำเพิ่มขึ้นมาก
ธาตุเหล่านี้ระเหยกลายเป็นละอองน้ำบางเบาลอยขึ้นสู่ฟ้าภายใต้ความร้อนระอุ
ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งและร้อนแรง ภายใต้การสะสมของละอองน้ำก็ค่อย ๆ ครึ้มฟ้าครึ้มฝนและร้อนอบอ้าวขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าความร้อนระอุในอากาศก็ไม่ได้ลดลง กลับยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้น
เสิ่นจืออินรีบแปะยันต์คลายร้อนให้ตัวเองหลายแผ่น
เซียงหลิ่วมาถึงแล้ว
ผีแห้งคงรู้สึกถึงภัยคุกคาม เลยไม่คิดจะสู้กับเสิ่นจืออินต่อ หันหลังเพื่อไปขับไล่สิ่งที่คุกคามตัวเองยิ่งกว่าออกจากอาณาเขตของมัน
เสิ่นจืออินไม่เร่งรีบร้อนรนตามหลังผีแห้งไปช้า ๆ แถมยังหยิบไอติมออกมาจากมิติดูกิน
เซียงหลิ่วกับผีแห้งสู้กันแล้ว
ปีศาจเหนือระดับ S สองตัวพุ่งปะทะกัน ไอหมอกร้อนระอุมหาศาลลอยฟุ้ง
หน่วยบริหารพิเศษที่ขับเฮลิคอปเตอร์อยู่บนฟ้าพากันหนีตายแบบไม่คิดชีวิต
“เชี่ย! หนังข้าลวกแดงไปตั้งแยะเลย”
“ยังดีที่เฮลิคอปเตอร์ไม่เป็นไร”
ไม่งั้นพวกเขาคงปวดใจตาย
พอหนีออกมาได้ไกลแล้ว ทุกคนก็ไม่ได้ออกห่างไปเลย ต่างพากันใช้สารพัดวิธีดูการต่อสู้จากระยะไกล
เสิ่นจืออินก็ใช้ดาบเหินอยู่กลางอากาศไกล ๆ ดูการต่อสู้ ฝั่งนั้นสู้กันสะเทือนฟ้าดินพังภินาศจริง ๆ
แผ่นดินแดงระแหงและป่าพรุน้ำมาบรรจบกัน กลับยับยั้งการขยายอาณาเขตของทั้งสองฝ่ายอย่างน่าประหลาด
ฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอก หลังเสียงฟ้าร้องคำรามต่ำต่อเนื่องก็ห่าฝนตกลงมา เพียงแต่ฝนนี้ค่อนข้างลวกคน
“ฝนนี่ไม่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมแถวนี้หรอกนะ?”
ถึงตอนนี้แถวนี้จะดูแห้งแล้งมาก แต่เมล็ดพืชพรรณนานาฝังลึกใต้ดิน รอแค่เพียงฝนสักตกลงมาก็อาจฟื้นคืน
แต่ถ้าผีแห้งอยู่ที่นี่ตลอด ก็คงเติบโตขึ้นมาไม่ได้ตลอดกาล
ตอนนี้ฝนตกลงมาแล้ว แต่ฝนนี้ร้อนเกินไปหน่อย
ท่ามกลางสายฝนหนักหน่วง เซียงหลิ่วเคลื่อนตัวผ่านป่าพรุน้ำ หัวงูยักษ์ห้าหัวที่เหลืออยู่พากันขบกัดผีแห้งสารพัด
