หูจิ้นไฉรีบอธิบาย “ท่านอัครมหาเสนาบดี ภายในเมืองหลีมีกำลังพลเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันนาย ส่วนกบฏยกทัพมาถึงแปดหมื่นนาย ย่อมต้านทานได้ไม่นาน”
หานฉีตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว “ตั้งแต่กบฏบุกโจมตีเมืองจนเมืองแตก เวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งวันแล้ว อยู่ใต้จมูกนครหลวงแท้ ๆ ทหารองครักษ์หลวงมัวทำสิ่งใดกันอยู่?”
หูจิ้นไฉก้มหน้าลง ไม่เอ่ยคำใด
เขาลอบหัวเราะเย็นชาในใจ เรื่องนี้ท่านต้องไปถามหม่าปู้เซวียน เหตุใดถึงมาตะคอกใส่ข้า?
หานฉีเองก็โกรธจนขาดสติไปชั่วขณะ
“ทหารองครักษ์หลวงหนึ่งแสนนาย ถูกกบฏแปดหมื่นนายตีเมืองแตกต่อหน้าต่อตา ไม่ทราบว่าพวกเจ้าจะกราบทูลฝ่าบาทอย่างไร”
หูจิ้นไฉพยักหน้ารับ “อืม ควรทบทวนให้ดีว่าใครทำให้การศึกต้องล่าช้า จำเป็นต้องสืบสวนให้ถึงที่สุดและลงโทษอย่างเด็ดขาด”
“เจ้า...”
หานฉียกมือชี้หน้าหูจิ้นไฉ ริมฝีปากสั่นระริก
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังกล่าวอะไรไม่ออก สุดท้ายสะบัดแขนเสื้อแล้วหันหลังเดินออกไป
ภายในกองบัญชาการเมืองคุน หม่าปู้เซวียนกระวนกระวายจนเดินวนไปวนมา
เขาส่งคำสั่งออกไปแล้วหลายฉบับ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ยินว่ามีกองทัพใดมุ่งหน้าไปยังสมรภูมิเมืองหลี
กระทั่งข่าวว่าเมืองหลีถูกกบฏยึดครองส่งมาถึงมือ เขาก็ได้แต่กัดฟันกรอด ไม่รู้จะระบายโทสะในใจอย่างไร
“ข้าจะเอาผิดพวกที่ฝ่าฝืนคำสั่งทหารและเพิกเฉยต่อการที่กบฏตีเมืองแตก ไม่ตัดหัวสักสองสามคน พวกมันก็คงไม่รู้ว่ากฎทหารเข้มงวดเพียงใด!”
เขาเดินวนอยู่ในห้องหลายรอบ ก่อนออกคำสั่งเสียงดัง
“คนมา! ไปจับหูจิ้นไฉ ฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง มาให้ข้าที่เมืองคุน บังอาจไม่ใส่ใจกฎทหาร ไม่ทำตามคำสั่ง ทำให้เสียโอกาสทางการศึก... ฮึ ๆ”
