ทุกวันกรมวังในต้องใช้รถม้าขนน้ำเข้าเมือง เพื่อให้ทั่วทั้งวังหลวงได้ใช้น้ำ
ผ่านมา 2 วันแล้ว รถขนน้ำยังถูกยึดไว้ ไม่ว่าใครพูดอย่างไรก็ไร้ผล
หัวหน้าทหารองครักษ์หลวงกล่าวเพียงประโยคเดียว
“หากไม่มีคำสั่งจากอ๋องรุ่ย หรือคำสั่งจากถ่งหลิ่งแห่งทหารองครักษ์หลวง
ก็อย่าหวังว่าจะผ่านไปได้”
อ๋องรุ่ยได้รับรายงานในวันที่สอง
เพราะนอกจากคนในวังจะใช้น้ำพุจากภูเขาอวี้ฝูแล้ว เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์แทบทั้งหมดยังดื่มน้ำพุชนิดนี้ ทั้งยังส่งคนขึ้นเขาไปขนน้ำทุกวัน
ทว่ารถม้าของทุกคนล้วนถูกทหารองครักษ์หลวงยึดไว้ มีเพียงรถม้าจวนอ๋องรุ่ยเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ผ่านเป็นกรณีพิเศษ
นี่ไม่เท่ากับตบหน้าอ๋องรุ่ยหรอกหรือ
อ๋องรุ่ยโกรธจนปาถ้วยชาที่ถืออยู่ลงกับพื้นในห้องหนังสือ
“หลินเฟิงผู้นี้ช่างบังอาจนัก กล้ายึดรถขนน้ำของวังหลวง ยังเห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาหรือไม่!”
สวี่จิ้นซึ่งยืนอยู่ด้านหนึ่งของห้องหนังสือ รีบค้อมกายกล่าวว่า
“ท่านอ๋อง มิสู้ไปเมืองคุนแล้วจับตัวหลินเฟิงมาดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
อ๋องรุ่ยปรายตามองเขาอย่างดูแคลน
“เจ้าไปหรือ?”
สวี่จิ้นชะงัก ก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เขาจะกล้าไปได้อย่างไร หากไปแล้วคงไม่มีโอกาสกลับมาแน่
คนจากวังหลวงส่งคนมาที่จวนเพื่อสอบถามสถานการณ์ ขอให้อ๋องรุ่ยออกคำสั่งอนุญาตให้รถขนน้ำของพวกเขาผ่าน
อ๋องรุ่ยคิดทบทวนไปมา สุดท้ายก็เห็นว่าไม่มีหนทางอื่น จึงหันไปตำหนิสวี่จิ้นอย่างเกรี้ยวกราด
“ใครอนุญาตให้เจ้าแก้ระเบียบป้องกันเมืองตามใจชอบ? ในเมืองยังวุ่นวายไม่พออีกหรือ? เพิ่งเข้ารับตำแหน่งก็สร้างเรื่องใหญ่เช่นนี้ให้ข้า ยังจะทำงานต่อไหวหรือไม่?”
