หลังจากเหน็ดเหนื่อยวิ่งวุ่นกันมาอยู่นาน ในที่สุดเจ้าสำนักทั้งสองก็เปิดอกพูดความในใจต่อกัน และบรรลุข้อตกลงเป็นหนึ่งเดียว
“ศิษย์พี่เกา ต่อจากนี้พวกเราควรเคลื่อนไหวเช่นไร”
มู่เฉียนหยางพลันมีกำลังใจขึ้นมา เอ่ยถามอย่างร้อนรน
เกาเจิ้งชิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง “หากหลินเฟิงไปถึงเขาไท่หางก่อนพวกเรา เขาก็คงไม่กล้าลงมือโดยง่าย อย่างไรเสียจี๋เฟิงสิงกับต้วนลี่ก็ยังเฝ้าอยู่บนเขา หากเจ้าเป็นหลินเฟิง เจ้าจะลงมือเช่นไร”
มู่เฉียนหยางขมวดคิ้วกล่าว “ด้วยนิสัยการลงมือของหลินเฟิง เขาคงใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำอีกครั้ง ทำให้จี๋เฟิงสิงกับต้วนลี่ออกจากยอดเขาอิ่นจู้ แล้วค่อยลงมือช่วยคน”
เกาเจิ้งชิงส่ายหน้า “จากการกระทำต่าง ๆ ของหลินเฟิง น้องสาวของเขาไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้นในใจเขา เขากล้าละทิ้งชีวิตน้องสาว แล้วบุกไปสังหารคนถึงสำนักของเจ้ากับข้า เห็นได้ชัดว่าเขาล้มเลิกการช่วยคนแล้ว จุดประสงค์หลักคือข่มขวัญ”
มู่เฉียนหยางกลับไม่เห็นเช่นนั้น เขาถอนใจกล่าว
“ศิษย์พี่เกา หากลองมองจากมุมของหลินเฟิง เมื่อมีผู้บำเพ็ญตนขั้นสูงจากสามสำนักใหญ่ตั้งมากมาย ต่อให้เขาคิดช่วยคนก็เป็นไปไม่ได้ เขาทำได้เพียงสังหารคนจากสองสำนักของพวกเรา เพื่อบอกให้รู้ว่าเขามีความสามารถพอจะสร้างความเสียหายแก่สำนักเร้นกายได้ยิ่งกว่านี้”
เกาเจิ้งชิงกะพริบตาปริบ ๆ
“เรื่องนี้เขาทำสำเร็จแล้ว”
“เพราะฉะนั้น เมื่อมองจากจุดนี้ หลินเฟิงไม่เพียงกล้าหาญ แต่ยังวางแผนเหนือชั้นกว่าผู้อื่น”
“เจ้าหมายความว่า...”
“เขามีความสามารถพอจะช่วยน้องสาวออกมา”
ทั้งสองสบตากัน
“พวกเราไม่จำเป็นต้องร้อนใจ บางทีระหว่างทางที่เขาหวนกลับมา เราอาจจู่โจมโดยไม่ให้ทันตั้งตัว...”
