องค์กรนักฆ่าเหลวไหลพวกนั้น ต่อหน้ากองทัพอันแข็งแกร่งแล้ว ไม่นับเป็นอะไรได้เลย
หากเป็นยามบ้านเมืองสงบ พวกเขาอาจซ่อนตัวปะปนอยู่ในหมู่ชาวบ้านมากมายจนยากจะแยกแยะ
แต่ยามนี้เป็นช่วงสงคราม ไม่ว่าชาวบ้านหรือนักฆ่าก็ล้วนต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
ดังนั้นพวกเขาจึงยากจะก่อความวุ่นวาย
จ้าวซั่วเห็นด้วย “พวกเราก็ไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก รอขับไล่กองทัพกบฏได้ แล้วมุ่งสู่นครหลวง แผนการทั้งหลายของพวกเขาก็ย่อมล้มเหลว”
ทุกคนเห็นพ้องให้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน ไม่ต้องเสียเวลาใคร่ครวญอีก
ทหารคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า ว่านเฉวียน ไท่ซือ ผู้เป็นถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงแห่งนครหลวงส่งจดหมายมา
หลินเฟิงโบกมือ ส่งสัญญาณให้จ้าวซั่วจัดการ
จ้าวซั่วรับจดหมายจากทหารมาด้วยท่าทีลังเล ก่อนแกะซองแล้วกวาดตามอง
น้ำเสียงในจดหมายของไท่ซือว่านยังคงเรียบง่ายตรงไปตรงมา เขาสั่งให้หลินเฟิงเดินทางไปยังเมืองรักษาการณ์ของนครหลวงภายในห้าวันอีกครั้ง
จ้าวซั่วรู้จักไท่ซือว่านดี คนผู้นี้แข็งกร้าวยิ่งนัก ทว่าก็ภักดีต่อราชวงศ์อย่างสุดหัวใจ
ฝ่าบาทจึงมอบทหารองครักษ์หลวงหนึ่งแสนห้าหมื่นนายให้เขาบัญชาการ
จ้าวซั่วเข้าใจดีว่า ความแข็งกร้าวของไท่ซือว่านใช้ไม่ได้ผลกับหลินเฟิง
ดูท่าทีของหลินเฟิงในยามนี้ก็รู้แล้วว่า แม้แต่จดหมายของไท่ซือว่าน เขายังคร้านจะชายตามอง
หลังชั่งใจอยู่หลายครั้ง จ้าวซั่วก็ยังต้องอธิบายให้หลินเฟิงฟัง
“พี่ใหญ่ เอ่อ...ไท่ซือว่านเฉวียนผู้นี้เป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาท ทั้งยังเป็นพ่อตาของฝ่าบาท อีกทั้งยังเป็นถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง เพราะฉะนั้น...”
หลินเฟิงกำลังก้มหน้าอ่านรายงานฉบับอื่น เมื่อได้ยินจ้าวซั่วพูดเช่นนั้นก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้า
