หลินเฟิงกล่าวเสียงเบา “เจ้าไปสืบตำแหน่งของเสิ่นจงอิงกับแม่ทัพคนสำคัญคนอื่น ๆ ของกองทัพผ้าโพกหัวดำ พอถึงเวลาเราจะกำจัดพวกมันพร้อมกัน”
หลิ่วซูเสวี่ยพยักหน้า “ทราบแล้ว พี่”
ยามนี้ล่วงเข้ายามไฮ่เค่อที่สามแล้ว หลินเฟิงกวาดตามอง เห็นว่าภายในโถงใหญ่เก็บกวาดไปเกือบเรียบร้อย
เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องอื่นแล้ว หลินเฟิงจึงโบกมือให้ซีเหนียง
“กลับกันเถิด กลับไปพักสักครู่ คืนนี้เกรงว่ายังต้องทำงานต่อ”
เป็นดังที่คาดไว้ หลินเฟิงเพิ่งกลับไปงีบหลับที่เรือนหลังเล็กของหลิ่วซูเสวี่ยได้ไม่นาน
ก็มีคนนำข่าวมาส่ง
ข่าวระบุว่า เสิ่นจงอิงหัวหน้าคนสำคัญของกองทัพผ้าโพกหัวดำกำลังดื่มสุราอยู่ที่บ้านพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งหนึ่งในเมืองหลวงประจำแคว้น
พ่อค้าผู้นั้นถูกเขามัดไว้กับโครงไม้กลางลานเรือน
ได้แต่มองภรรยาของตนกับอนุภรรยาสองคนฝืนยิ้มคอยปรนนิบัติเสิ่นจงอิงดื่มสุรา
รอบเรือนพ่อค้ามั่งคั่งมีองครักษ์ของเสิ่นจงอิง 45 คน แบ่งกำลังเฝ้าระวังเป็นสามชั้นตามตำแหน่งต่าง ๆ
ด้านในสุดยังมีองครักษ์ติดตามใกล้ชิดของเสิ่นจงอิงอีก 4 คน
ตามข่าวระบุว่าทั้งสี่ล้วนเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ
หลินเฟิงลังเลอยู่ชั่วขณะ
วางกำลังเช่นนี้ ยากจะกวาดล้างให้สิ้นซาก
หากมีคนหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการวันพรุ่งนี้
หลินเฟิงหยิบข่าวอีกฉบับขึ้นมาอ่าน
กองทัพผ้าโพกหัวดำยังมีแม่ทัพระดับสูงอีกสองคน คนหนึ่งชื่อเฟิงหลิง อีกคนชื่ออู๋จู้ถง
เจ้าสองคนนี้ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ต่างประจำอยู่ในค่ายทหารนอกเมือง ปกติไม่ค่อยเข้ามาในเมือง
หลิ่วซูเสวี่ยเห็นหลินเฟิงเหม่อลอย จึงขยับเข้ามาแนบแก้มงามกับไหล่ของเขา
