น่าหลานขมวดคิ้วมองวังหลวงสูงใหญ่โอ่อ่า ก่อนสูดหายใจลึก แล้วพยักหน้าให้หลินเฟิงอย่างแน่วแน่
“ได้ วางใจเถิดพี่ชาย ข้าทำได้”
หลินเฟิงยิ้ม พลางโบกมือเป็นสัญญาณให้นางลงมือได้อย่างเต็มที่
น่าหลานหันไปพยักหน้าให้ผู้ใต้บังคับบัญชา จากนั้นก็ควบม้าพุ่งตรงไปยังวังหลวง
เหล่าแม่ทัพเผ่าคู่ลั่วก็พากันติดตามน่าหลานไปอย่างกระชั้นชิด
หลินเฟิงมองส่งน่าหลานเข้าไปในประตูวังหลวงของเผ่าเที่ยเจิน แล้วจึงหันไปยิ้มให้พระพุทธะมีชีวิตตัวจี๋
“เอาละ พวกเราไปชำระไอสังหารกันเถิด”
เผยชีอินขมวดคิ้ว “แม่ทัพ ท่านเอาจริงหรือ?”
“บางเรื่อง หากไม่ลงมือทำ ย่อมค้างคาอยู่ในใจจนหมักหมม สุดท้ายกลายเป็นมารในใจ ทำให้ตนเองไม่เป็นสุข มิสู้ชำระมันเสียตั้งแต่ต้น”
เผยชีอินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
พระพุทธะมีชีวิตตัวจี๋ยิ้มแย้ม
แน่นอนว่ามองแทบไม่ออกว่าเขากำลังยิ้ม เพียงแต่ริ้วรอยทั่วใบหน้าขยับเข้าหากันเท่านั้น
“อุบาสก เชิญตามอาตมามาทางนี้”
เหล่าองครักษ์ของหลินเฟิงติดตามพระสงฆ์ชุดแดงสี่ห้ารูป เดินเข้าไปในตรอกข้างทาง
วัดซีเก๋อตั้งอยู่กลางลานโล่งกว้างทางทิศตะวันตกของเมืองปาหลิน กำแพงสีแดงและอาคารสูงต่ำเรียงลดหลั่นขึ้นไปเป็นชั้น ๆ
เมื่อมองดูคล้ายหมู่เรือนที่สูงขึ้นทีละหลัง โอบล้อมเรือนหลังที่สูงที่สุดเอาไว้
เมื่อพระสงฆ์ชุดแดงมาถึงหน้าประตูวัดซีเก๋อ พระพุทธะมีชีวิตตัวจี๋ก็หันกลับมา ประสานมือคารวะ
“อุบาสก พระพุทธองค์ในวัดมิอาจทอดพระเนตรศัสตราวุธได้”
“สิ่งใดเรียกว่าศัสตราวุธ?”
พระหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชี้ไปยังดาบและทวนของเหล่าองครักษ์
“อุบาสก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของอัปมงคล มิอาจนำเข้าวัดได้”
