ร่างของอันเจิ้งเต้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ไถลจากเก้าอี้ลงสู่พื้น คุกเข่าหมอบลง เอาหน้าผากแตะพื้น เงียบงันไม่เอ่ยคำใด
ชิวเจี้ยหันไปมองอันเจิ้งเต้าแวบหนึ่ง แล้วคุกเข่าหมอบตามลงไป
เสิ่นอวี๋ร้องคร่ำครวญ เสียงคล้ายร่ำไห้คล้ายตะโกน
“ฝ่าบาท...”
สิ้นเสียงร้อง ร่างของเขาก็หมอบลงกับพื้น
เหล่าขันทีและนางกำนัลรอบด้านต่างพากันคุกเข่าลง
เสียงร่ำไห้อันอัดอั้นดังขึ้นภายในตำหนักเฉิงเต๋อ
จ้าวเจียนลุกขึ้น เดินไปยังกลางท้องพระโรง หันหน้าไปทางทิศใต้ หันหลังให้ทิศเหนือ แล้วค่อย ๆ คุกเข่าลง ก้มศีรษะนิ่งเงียบ
อันเจิ้งเต้าหมอบอยู่กับพื้นครู่หนึ่ง ก่อนจะพยุงกายขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาชราขุ่นมัวด้วยหยาดน้ำตา มองไปยังองค์รัชทายาท
“องค์รัชทายาทโปรดระงับโศก ต้าเจิ้งมิอาจไร้ประมุขแม้เพียงวันเดียว ขอองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ สานต่อพระราชกรณียกิจที่ยังไม่สำเร็จของจักรพรรดิพระองค์ก่อน...”
ในฐานะอัครมหาเสนาบดี เขาล่วงรู้มาก่อนแล้วว่าจักรพรรดิจ้าวเจิงสิ้นพระชนม์มาหลายวัน
คาดว่าองค์รัชทายาทกำลังรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อประกาศเรื่องนี้ แล้วรอให้ใครสักคนเสนอเรื่องการขึ้นครองราชย์ขององค์รัชทายาท
อันเจิ้งเต้าเป็นทั้งพระอาจารย์ขององค์รัชทายาทจ้าวเจียนและอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนัก เรื่องนี้ให้เขาเป็นผู้เอ่ยปากย่อมเหมาะสมที่สุด
จ้าวเจียนสะอื้นพลางส่ายหน้า “ข้าทำมิได้ ทั้งยังไร้ความสามารถ ขอเหล่าขุนนางผู้ภักดีเลือกผู้มีคุณธรรมและความสามารถอื่น เพื่อสืบทอดพระราชกรณียกิจของเสด็จพ่อ”
ชิวเจี้ยกลั้นเสียงโศกไว้ ก่อนกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า
“ในฐานะองค์รัชทายาท ย่อมสมควรสืบทอดราชบัลลังก์แห่งราชวงศ์ และสานต่อพระราชกรณียกิจที่ยังไม่สำเร็จของจักรพรรดิพระองค์ก่อน จึงจะคู่ควรกับพระนามองค์รัชทายาท”
