เจียงหมิงมีสีหน้าเหยียดหยาม “ท่านพ่อ ได้ยินว่าหลินเฟิงได้เป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นซี ทั้งยังมีไห่หยุนอยู่ เหตุใดไม่ขอตำแหน่งให้ท่านพ่อสักตำแหน่งเล่า”
หวังซื่อถลึงตาใส่บุตรชายอย่างตำหนิ
“สัญญาหมั้นหมายของน้องสาวเจ้าถูกยกเลิกไปนานแล้ว จะเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกได้อย่างไร”
“มีอะไรต้องเกรงใจเล่า พวกเราไปขอร้องเขาก็ได้นี่”
เจียงไห่หยุนอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ “ท่านพ่อ กองทัพกบฏถอนกำลังแล้ว พวกเรารอให้ราชสำนักจ่ายเบี้ยหวัดให้ท่านก็ได้”
เจียงอวิ้นยิ้มขื่น “เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา บิดาเจ้าไหนเลยจะกล้าเข้าประชุมราชสำนัก บัดนี้ขุนนางทั่วนครหลวงต่างเลือกข้างกันหมด ว่าจะยืนข้างอ๋องฝูหรือฝ่าบาท”
“ทุกคนคิดว่าฝ่าบาทสิ้นหวังแล้ว อีกไม่นานอ๋องฝูก็จะขึ้นแทนที่ได้ ใครจะคิดว่าเรื่องราวกลับพลิกผัน”
คนทั้งครอบครัวเงียบงัน ต่างรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนั้นมิได้นับว่าผิดนัก
ถึงอย่างไร ใครเล่าจะมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก เจียงอวิ้นจึงมองบุตรชายคนโตด้วยความคาดหวัง
“เจียงหมิง เจ้าไปหยั่งท่าทีของหลินเฟิงแทนบิดาสักหน่อยได้หรือไม่”
ในฐานะขุนนางขั้นสี่แห่งราชสำนัก การเอ่ยเช่นนี้หมายความว่าเขามาถึงทางตันแล้ว
เพื่อคนทั้งครอบครัว เขาจำต้องยอมอ่อนข้อ วางความทะนงตนและศักดิ์ศรีลง
หวังซื่อมีสีหน้าไม่สู้ดี “นายท่าน นอกเมืองมีแต่ความวุ่นวาย ท่านให้หมิงเอ๋อร์ออกไป หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน...”
“หรือเจ้าอยากเห็นคนทั้งครอบครัวตายอยู่ที่นี่?”
เจียงอวิ้นมีสีหน้าหม่นคล้ำ
เจียงหมิงลำบากใจ ใต้โต๊ะ ภรรยาของเขากำลังดึงชายเสื้อเขาอย่างแรง
เมื่อเห็นบุตรชายไม่เอ่ยคำ เจียงอวิ้นก็หันไปมองบุตรชายคนรองอย่างผิดหวัง
