เหล่าองครักษ์เกราะทองที่นอนระเกะระกะอยู่บนขั้นบันได ต่างขยับไปด้านข้าง ก่อนจะฝืนหยัดกายขึ้นนั่ง
พวกเขาสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากกว่าคนอื่น บัดนี้จึงไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืน ได้แต่นั่งอยู่บนพื้น ยืดคอมองไปเบื้องหน้า
ขบวนทหารม้าเคลื่อนใกล้เข้ามาทีละน้อย ม้าศึกย่างเท้าอย่างเชื่องช้า
ผู้คนที่ยืนอยู่หน้าศาลบรรพชนก็ค่อย ๆ มองเห็นขบวนทหารม้าได้ชัดเจนขึ้น
ล้วนเป็นแม่ทัพระดับสูงของทหารองครักษ์หลวง อีกทั้งยังเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในการปกป้องนครหลวง
จงอู๋จี๋ สือถุน ชางลิ่วเช่อ...
สิ่งที่ทำให้ทุกคนฉงนคือ ฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงทั้งสามคนกลับมิได้อยู่ตรงกลาง หากแต่ล้อมอยู่ข้างกายชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มผู้นั้นมีรอยยิ้มอ่อนโยน สวมเสื้อคลุมยาวสีขาวนวล ดูสง่างามสุภาพและมีบุคลิกอันโดดเด่น
องครักษ์สิบกว่าคนกระโดดลงจากหลังม้า แล้วเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อองครักษ์เกราะทองที่ขวางทาง ลากไปไว้ข้างทาง เพื่อเปิดทางให้ม้าของผู้นำขบวนผ่านไป
ในที่สุดขบวนทหารม้าก็หยุดลงหน้าบันไดหยกขาว แม่ทัพระดับสูงทั้งสามของทหารองครักษ์หลวงรั้งอยู่ด้านหลังครึ่งช่วงตัวม้า ต่างมองจ้าวเจียน องค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ต้าเจิ้งซึ่งยืนอยู่บนขั้นบันไดสูง ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
แววตาฉงนของจ้าวเจียนกวาดผ่านใบหน้าของพวกเขาทีละคน วนเวียนอยู่หลายรอบ ก่อนจะหยุดลงที่ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่กลางขบวน
เขายังไม่ทันเอ่ยปาก เซี่ยวั่งซึ่งยืนอยู่ด้านข้างก็ส่งเสียงตวาดขึ้นมาเสียก่อน
“จงอู๋จี๋ ชางลิ่วเช่อ สือถุน พวกเจ้าช่างบังอาจนัก! เมื่อพบฝ่าบาท เหตุใดจึงไม่คุกเข่าคำนับ?”
ไม่มีผู้ใดขยับ บรรยากาศชะงักงันจนชวนกระอักกระอ่วน
