หลิ่นชางสือก็ออกมาแย้งด้วยว่า “ท่านอ๋องรุ่ย กฎเกณฑ์จะละเมิดมิได้ จะอ้างว่าเรื่องเร่งด่วนแล้วละเลยกฎของราชสำนักไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องรุ่ยไม่คิดโต้เถียงกับพวกเขาอีก จึงหันไปมองฮ่องเต้จ้าวเจิ้น
เมื่อจ้าวเจิ้นเห็นว่าพวกเขามีความเห็นไม่ตรงกัน ก็เม้มริมฝีปาก
“เรื่องนี้ต้องสอบถามความเห็นของไท่ซือเสียก่อน อย่างไรตำแหน่งฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงก็สูงส่งยิ่ง มิใช่เรื่องเล็ก”
อ๋องรุ่ยยกมือชี้ออกไปนอกตำหนัก “คนของจ้าวเจิงกำลังเจรจากับหลินเฟิงแล้ว เสด็จพี่ หากยังลังเลต่อไป เรื่องราวจะเกินควบคุม”
ไฉหลานเทียน ผู้ตรวจการหลวง แค่นเสียงเย็นชา
“หากหลินเฟิงยังลังเลไม่แน่นอน ก็ยิ่งไม่สมควรให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ”
หลิ่นชางสือประสานมือกล่าว “ฝ่าบาท บางทีอาจเป็นเพราะกองทัพเจิ้นซีเกรียงไกร มิใช่ผลงานของหลินเฟิงเพียงผู้เดียว พระองค์ทรงออกพระราชโองการแต่งตั้งขุนศึกผู้มีความสามารถคนอื่นให้ไปแทนหลินเฟิง แล้วนำกองทัพเจิ้นซีออกต้านศัตรูก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องรุ่ยได้ฟังคำพูดของเขา ก็แทบกลอกตาด้วยความโมโห ในใจทอดถอนใจอย่างยิ่ง เจ้าโง่นี่ใช้วิธีใดไต่เต้าขึ้นมา?
จ้าวเจิ้นเองก็ไม่อยากฟังพวกเขาโต้เถียงกันอีก จึงโบกมือ
“ส่งคนไปแจ้งไท่ซือเดี๋ยวนี้ ให้ไท่ซือตัดสินเรื่องนี้”
อ๋องรุ่ยยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะทรงพระอักษรด้วยความผิดหวัง ครู่หนึ่งก็ยังตั้งสติไม่ได้
แม้เขาจะไม่เชื่อว่าหลินเฟิงจะหันไปเข้ากับอ๋องฝูเพราะเรื่องนี้ แต่การกระทำของราชสำนักเช่นนี้ อาจทำให้หลินเฟิงหมดใจได้
ไท่ซือว่านย่อมไม่เห็นด้วยกับการให้หลินเฟิงมาเป็นรองของตน
แม้เขาจะแสดงท่าทีไปแล้วว่าสามารถเลื่อนยศหรือปูนบำเหน็จกองทัพเจิ้นซีได้ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าการเลื่อนตำแหน่งจะก้าวกระโดดถึงเพียงนี้
