เฉินไหลซุ่นกัดฟัน โบกมือให้ทหารอารักขาหลายคนเข้ามาช่วยกันยกคน
หมอเดินตามอยู่ด้านหลังมาตลอด ครั้นเห็นเช่นนั้นก็ไม่พูดอะไร เพียงส่ายหน้าอย่างขมขื่น รู้ว่าชายชราผู้นี้คงไม่รอดแล้ว
พวกเขาข้ามคูเมืองไปไม่ได้ จึงทำได้เพียงหามชิวเจี้ยไปถึงริมฝั่ง แล้วให้ชายฉกรรจ์หลายคนตะโกนเรียกคนบนกำแพงเมืองจากระยะไกล
“เฮ้! คนบนกำแพงเมืองจงฟัง แม่ทัพใหญ่มาถึงใต้เมืองแล้ว จงเปิดประตูเมืองโดยเร็ว...”
พวกเขาตะโกนเรียกอยู่หลายหน ทว่าบนกำแพงเมืองกลับไม่มีผู้ใดขานรับ
ก่อนหน้านี้ยังมีทหารชะโงกหน้าออกมาตอบสักสองสามคำ แต่บัดนี้กลับไม่มีใครสนใจ
ชิวเจี้ยฝืนยันกายขึ้นจากเก้าอี้นุ่มได้ครึ่งหนึ่ง หอบหายใจพลางมองไปยังเชิงเทินอยู่นาน
“เฮ้อ...หลินเฟิง ช่างวางแผนได้ลึกล้ำ...ต้าเจิ้ง...สิ้นแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดอาลัย
เฉินไหลซุ่นรีบกวักมือเรียกหมอเข้ามาตรวจอาการ
ยามนี้แม่ทัพใหญ่ชิวเจี้ยหมดสติไปแล้ว ลมหายใจแผ่วเบา ราวกับอาจขาดห้วงได้ทุกเมื่อ
“เร็วเข้า รีบหามกลับไป อย่าขยับเขาอีก”
หมอรีบกล่าว
เหล่าทหารอารักขาช่วยกันยกชายชรากลับไปยังกระโจมอย่างลนลาน จากนั้นก็ไม่กล้าขยับเขาอีก
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เฉินไหลซุ่นตกที่นั่งลำบาก
คนของพวกเขาราวห้าพันคนทำได้เพียงตั้งค่ายอยู่ที่นี่ ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทหารบนกำแพงนครหลวงมิใช่ไม่ได้ยินเสียงตะโกนจากใต้เมือง ทั้งยังเห็นชายชรานอนอยู่บนเก้าอี้นุ่ม ณ ฝั่งตรงข้ามคูเมืองด้วย
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากใต้กำแพง พวกเขาก็รู้ว่าผู้นั้นคือแม่ทัพใหญ่ชิวเจี้ย
ด้วยความเคารพต่อแม่ทัพใหญ่ จึงไม่มีใครกล้าออกหน้าตอบ
จะรับปากเปิดประตูก็ไม่ได้ ไม่เปิดประตูก็ลำบากใจ อย่างไรเสียบารมีของชิวเจี้ยยังคงทำให้ทหารต้าเจิ้งทุกคนหวั่นเกรง
