ว่านจั๋วพยักหน้า “ฝีมือของหลินเฟิงร้ายกาจนัก พวกเราล้วนไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้ ดังนั้นจึงยอมจ่ายเงินก้อนโต เชิญยอดฝีมือสังหารมืออาชีพมา”
สวี่จิ้นค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เช่นนี้ค่อยสมเหตุสมผล แม้ว่านว่านจั๋วจะยังหนุ่ม แต่ก็รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญเพียงใด
ทันใดนั้น เขาก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “เหตุใดจึงต้องดับไฟแล้วลงมือ?”
เห็นได้ชัดว่าจ้าวเหมิ่งเฟยรู้รายละเอียดแผนลอบสังหาร ครั้นถึงยามนี้ก็หันมายิ้มอย่างมีเลศนัยให้สวี่จิ้น
“พี่สวี่รู้หรือไม่ว่าในองค์กรมืดฟ้ามัวดิน ผู้ใดเก่งกาจที่สุด?”
สวี่จิ้นส่ายหน้า เขาไม่ค่อยรู้เรื่ององค์กรยุทธภพเหล่านี้นัก
จ้าวเหมิ่งเฟยกดเสียงต่ำลงอย่างได้ใจ
“เจ้อรื่อ”
สวี่จิ้นฟังไม่เข้าใจ จึงกลอกตาไปมา
“หมายความว่าอย่างไร?”
ว่านจั๋วเสริมว่า “เป็นมือสังหารชั้นยอดของมืดฟ้ามัวดิน คนผู้นี้ชอบลงมือสังหารในความมืดที่สุด ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว”
ในที่สุดสวี่จิ้นก็เข้าใจ เขาพยักหน้าเบา ๆ แล้วไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดในสมองอีกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง สวี่จิ้นจึงผ่อนลมหายใจยาว
“ดี เป็นเช่นนี้แหละ พวกเราร่วมมือกัน กิจการใหญ่ย่อมมีหวัง”
หนงซั่งจิ้นกลับถามขึ้นกะทันหัน “คุณชายว่าน นางคณิกาอันดับหนึ่งของท่านไว้ใจได้หรือไม่?”
ว่านจั๋วแค่นหัวเราะ “สตรีผู้นี้เดิมเป็นคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอเด็ดบุปผาในเมืองเจิ้นซี ตอนหลินเฟิงยึดเมืองเจิ้นซี นางออกจากเจิ้นซีไปแล้ว ประวัติความเป็นมาไม่มีปัญหา อีกทั้งนางมีหน้าที่เพียงล่อลวงและวางยาเพื่อรั้งแขกไว้ เมื่อเรื่องสำเร็จแล้วค่อยจัดการนางพร้อมกันก็สิ้นเรื่อง”
จ้าวเหมิ่งเฟยทำหน้าบูดบึ้ง “น่าเสียดาย...”
