รองแม่ทัพทั้งสองมองพื้นที่ว่างเปล่าผืนใหญ่บนแผนที่อย่างเหม่อลอย พื้นที่โล่งกว้างเช่นนั้นไร้ที่กำบังให้ตั้งรับได้จริง ๆ
“ม้าศึกของพวกเราหมดสภาพแล้ว หลายตัวก็ถูกกินไป ทหารราบต้องปะทะทหารราบ ข้อได้เปรียบของพวกเราหายไปสิ้น ความพ่ายแพ้ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
หูจิ้นไฉกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หลายวันมานี้ไม่ได้กินอิ่ม เนื้อม้าก็ยังไม่พอให้กิน ไม่ต้องพูดถึงความหิว กระทั่งน้ำก็ได้ดื่มน้อย จนร้อนในและเจ็บคอเหลือเกิน
เห็นรองแม่ทัพทั้งสองนิ่งเงียบ หูจิ้นไฉจึงวิเคราะห์ต่อ
“พวกเจ้าเคยคิดหรือไม่ หากพวกเรายืนหยัดรักษาเมือง ต่อให้ตายในสนามรบภายในเมือง ชื่อเสียงก็จะแพร่ขจรออกไป กองทัพเจิ้นซีหนึ่งหมื่นนายของพวกเราล้วนเป็นวีรบุรุษที่ผู้คนนับหมื่นเลื่อมใส”
เขากวาดตามองรองแม่ทัพทั้งสองอย่างจริงจัง
“หากละทิ้งเมือง ก็เท่ากับหวาดกลัวศึกและล่าถอยไปแล้ว ผลสุดท้ายยังหนีไม่พ้นถูกโจรสลัดล้อมปราบกลางที่ราบ พวกเราก็จะกลายเป็นคนขลาดที่ผู้คนรังเกียจ”
“พวกเจ้าอยากเป็นวีรบุรุษหรือคนขลาด?”
คำถามนี้ยังต้องตอบอีกหรือ?
รองแม่ทัพทั้งสองกลอกตาใส่หูจิ้นไฉอยู่ในใจ
“ท่านแม่ทัพหู พวกเราเข้าใจเจตนาของท่านแล้ว จะรักษาเมืองฝูหนิงจนตัวตาย ไม่เอ่ยเรื่องถอยทัพอีก”
“ดี พวกเจ้าก็ไม่ต้องน้อยใจไป ข้าก็อยู่เคียงข้างพวกเจ้า บุรุษผู้ค้ำจุนครอบครัวจะขาดหายไปได้อย่างไร?”
รองแม่ทัพทั้งสองก้มหน้ามิเอ่ยคำใด บรรยากาศโศกเศร้าเปี่ยมเกียรติแผ่คลุมไปทั่วห้อง
หลังยึดอำเภอกว่างอันได้ หลินเฟิงมิได้เคลื่อนไหวขั้นต่อไป เขาต้องการสังเกตปฏิกิริยาของโจรสลัดที่ล้อมเมืองฝูหนิงเสียก่อน
ยามตะวันขึ้นสูงเหนือศีรษะ เขาได้รับข่าวจากกองทหารม้าสอดแนมของเว่ยเป้า ว่ากองทัพโจรสลัดทางเหนือของเมืองฝูหนิงจำนวนห้าพันนายเคลื่อนพลแล้ว ทิศทางดูคล้ายมุ่งไปทางอำเภอกว่างอัน
