หลินเฟิงพินิจทิศทางของกองม้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหมุนกายจากไปพลางถอนหายใจ
“เฮ้อ ข้านี่ช่างเป็นคนชอบก่อเรื่องเสียจริง ต่อให้ปีนั้นเข้าไปฝึกฝนในสำนักเร้นกาย เกรงว่าคงทำให้ทั้งสำนักวุ่นวายไม่เป็นสุข”
เขาเดินออกไปทางด้านข้างราวครึ่งลี้ ขบวนทหารม้าศึกสีดำทะมึนดุจธารหลากเชี่ยวกรากฝ่าความมืดใต้แสงจันทร์ เปลวไฟจากกองไฟที่เขาจุดไว้ถูกกลืนหายไปในกระแสขบวนนั้น
หลินเฟิงยืนอยู่ไกลๆ เลียคราบมันที่ริมฝีปาก ขมวดคิ้วจ้องกองทหารม้าศึกจำนวนมหาศาลที่ควบผ่านท้องทุ่ง
“ดูคล้ายทหารม้าของเผ่าคู่ลั่วอยู่บ้าง ข้ามาถึงที่ใดกันนี่?”
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินเฟิงก็เห็นว่าตนมีโอกาสสูงจะมาถึงชายแดนระหว่างซีเซี่ยกับเผ่าคู่ลั่ว
กองทหารม้าศึกใหญ่โตเช่นนี้ กะคร่าวๆ น่าจะมีสี่ถึงห้าพันนาย ไม่ใช่การเคลื่อนกำลังทหารธรรมดาแน่
หลินเฟิงกัดขากระต่ายในมือ เคี้ยวไปพลางขบคิดไปพลาง
ก่อนหน้านี้เขาเคยเขียนจดหมายถึงน่าหลาน ขอให้เผ่าคู่ลั่วส่งทหารม้าศึกหนึ่งหมื่นนายมาช่วยหลี่จี้ผิงแห่งหยินโจวตรึงทัพใหญ่ซีเซี่ยไว้
หากที่นี่คือชายแดนระหว่างเผ่าคู่ลั่วกับเมืองหยินโจวของซีเซี่ย และทหารม้าเหล่านี้เป็นนักรบเผ่าคู่ลั่ว บางทีพวกเขาอาจเป็นกองกำลังที่ยกไปเมืองหยินโจวของซีเซี่ยตามคำขอของเขา
ทว่าทหารม้ามากมายถึงเพียงนี้ ควบตึงๆ ไปทางนั้น คิดจะเปิดศึกกับผู้ใด หรือกำลังถอยกลับกันแน่?
ท่ามกลางราตรี หลินเฟิงแยกไม่ออกว่าทิศใดเป็นทิศใด ทั้งไม่รู้ว่าด้านไหนคือเมืองหยินโจวของซีเซี่ย ด้านไหนคือเขตแดนของเผ่าคู่ลั่ว
เมื่อคิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดต่อ กินให้อิ่มก่อน จากนั้นฟื้นฟูปราณแท้ แล้วรีบไปเอากระบี่หักให้ได้ นั่นต่างหากคือเรื่องสำคัญ
