ต้วนจิ่งชิวมีนิสัยไม่ต่างจากหลินเฟิงนัก เมื่อวางภาพลักษณ์อันสุภาพอ่อนโยนลงแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือกินให้อิ่มเสียก่อน
ทั้งสองกินดื่มจนอิ่มหนำ บ่าวหญิงยกน้ำชาบ้วนปากมาให้ อีกคนยกน้ำสะอาดเข้ามา ปรนนิบัติทั้งคู่ล้างหน้าและมือ
ต้วนจิ่งชิวโบกมือให้ทุกคนถอยออกไป จากนั้นก็ถอนหายใจยาว
“ท่านหมอมู่ชวนช่วยชีวิตข้าน้อยไว้ได้ถึงสองครั้ง ย่อมช่วยครั้งที่สามได้อีก นับแต่นี้ ชีวิตของต้วนซานเหนียงเป็นของท่านหมอมู่ชวนแล้ว”
หลินเฟิงยิ้มบาง “นับเป็นวาสนาครั้งหนึ่ง ข้าไม่ได้จงใจทำสิ่งใด และมิได้หวังสิ่งตอบแทน”
ดวงตาคู่งามของต้วนจิ่งชิวเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“ท่านหมอมู่ชวนย่อมทราบสถานการณ์ในยามนี้ดี บิดาข้าต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของบุตรีและชื่อเสียงของตระกูล เขาย่อมไม่ยอมให้ข้าปรากฏตัวอีกเป็นแน่”
หลินเฟิงพยักหน้าโดยไม่กล่าวอะไร
เป็นเช่นนั้นจริง ทุกสิ่งล้วนอยู่ในสายตาของเขาแล้ว
“หากท่านหมอมู่ชวนช่วยให้ข้าควบคุมตระกูลต้วนได้ ทุกสิ่งของตระกูลต้วนก็จะตกเป็นของท่าน”
ต้วนจิ่งชิวมีสีหน้าแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
หลินเฟิงมองหญิงงามตรงหน้า นึกไม่ถึงว่านางจะเป็นผู้ที่เด็ดขาดในการจัดการเรื่องราว ทั้งยังเฉลียวฉลาดและสุขุมถึงเพียงนี้
สมแล้วที่สามารถดูแลกิจการใหญ่โตให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ คนธรรมดาย่อมทำเช่นนี้ไม่ได้
“ท่านรองต้วนมีที่พึ่งเป็นใคร?”
หลินเฟิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามประเด็นสำคัญ
เขาเชื่อว่าผู้ที่ทำกิจการของตระกูลให้ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ย่อมมีที่พึ่งอันแข็งแกร่ง
อาจเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก หรือยอดฝีมือแห่งยุทธภพ กระทั่งอาจเป็นผู้บำเพ็ญของสำนักเร้นกาย
