สามเชียนฟูจ่างลุกขึ้น ประสานมือคำนับ ก่อนออกจากห้องบัญชาการไป
เวินเจี้ยนกับปู้หยุนถิงไปต้มน้ำร้อนชงชา
ส่วนเผยชีอินอยู่ข้างกายหลินเฟิง นางถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านอ๋อง ท่านจากไปครานี้กินเวลาหลายเดือน เมืองฝูหนิงคึกคักยิ่งนัก”
หลินเฟิงไม่เข้าใจ “อ้อ? เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ”
“นโยบายต่าง ๆ ที่ใต้เท้าเหวินเฉิงนำมาใช้ดึงดูดชาวบ้านมามากมาย ทั้งที่ดินเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เมล็ดพันธุ์ธัญญาหาร เครื่องมือทำไร่ไถนา แทบทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพล้วนไม่คิดเงิน นโยบายผ่อนปรนเช่นนี้ ผู้ใดไม่มาก็โง่เต็มทีแล้ว”
หลินเฟิงยิ้ม “ช่วงแรกจำเป็นต้องดึงดูดผู้คนให้มากขึ้น แล้วโรงงานหัตถกรรมพัฒนาไปถึงไหนแล้ว”
“ช่างเหล็ก ช่างไม้ ช่างก่ออิฐ... สรุปว่าช่างฝีมือสารพัดแขนงก็พากันมาไม่น้อย ประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ความต้องการสินค้าหลากหลายขึ้น การค้าขายจึงคล่องตัวดี”
“อืม ไม่รู้ว่าทางไป๋จิ้งเปิดสาขาของโรงเงินชิงเฟิงไปกี่แห่งแล้วหรือไม่ ให้ชาวบ้านกู้ยืมเงินได้มากขึ้น การพัฒนาจึงจะรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม”
เผยชีอินยิ้ม “แน่นอน ท่านนึกถึงได้ ผู้ดูแลใหญ่ไป๋จะนึกไม่ถึงได้อย่างไร”
ทั้งสองพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนไม่รู้ตัวว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว
หลินเฟิงไม่ได้พูดคุยกับเหล่าทหารแห่งกองทัพเจิ้นซีมานาน ทั้งยังไม่ได้ให้เผยชีอินเตรียมอาหารเย็น เขาออกจากห้องบัญชาการ เดินทอดน่องไปทั่วค่าย
เขาอยากกลมกลืนเข้ากับพวกทหาร เพื่อทำความเข้าใจความคิดของเหล่าทหารชั้นผู้น้อย
อาหารหลักในค่ำคืนนี้คือข้าวสวย ในน้ำแกงผักลอยชิ้นเนื้อติดมันอยู่หลายชิ้น ผิวน้ำแกงมีหยดน้ำมันลอยเป็นประกาย ส่งกลิ่นหอมชวนกิน
