สือถุนหน้าดำคล้ำ ส่ายหน้า
“ฝู่ถ่งหลิ่งจง เมื่อเรื่องมาถึงวันนี้แล้ว ไม่ทราบว่าขั้นต่อไปควรดำเนินการเช่นไร?”
สือถุนกังวลเรื่องอนาคตจนไม่อาจอยู่บ้านอย่างสงบได้
ในเมื่อถูกเกลี้ยกล่อมให้แปรพักตร์แล้ว อีกฝ่ายยังถือหลักฐานอยู่ในมือ เขาย่อมต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีประโยชน์
หากท้ายที่สุดอำนาจถูกผู้อื่นยึดกุม จนตนหมดประโยชน์ขึ้นมา เรื่องคงยุ่งยากเป็นแน่
ในใจสือถุน เขายังรู้สึกว่าจงอู๋จี๋ผู้นี้ไม่น่าไว้วางใจนัก
ชีวิตของคนทั้งครอบครัวล้วนอยู่ในกำมืออีกฝ่าย แล้วจะข่มตาหลับได้อย่างไร?
จงอู๋จี๋ยิ้มบาง ๆ “ฝู่ถ่งหลิ่งสือไม่ต้องกังวล ข้าวางแผนไว้แล้ว ท่านรออย่างสบายใจเถิด”
“ฝู่ถ่งหลิ่งจง ข้าอยากรู้ว่าเมื่อใดครอบครัวของข้าจะถูกส่งออกจากนครหลวง?”
“อีกไม่นาน กำลังจัดการอยู่ ประเดี๋ยวก็ถึงครอบครัวท่านแล้ว”
สือถุนเงียบลง
จงอู๋จี๋กลับเริ่มหมดความอดทน เขายังต้องขบคิดหาช่องทางเจาะค่ายที่หนึ่งกับค่ายที่สอง ไหนเลยจะมีเวลามาเสียกับสือถุน
“ฝู่ถ่งหลิ่งสือ หากไม่มีเรื่องอื่น ก็กลับไปพักรักษาตัวให้สบายใจเถิด”
สือถุนไม่ขยับ เพียงจ้องจงอู๋จี๋ด้วยสีหน้าแน่วแน่
“ฝู่ถ่งหลิ่งจง ข้าอยากพบคนที่ยิงธนูใส่ข้าผู้นั้น”
จงอู๋จี๋ทำสีหน้าเหยียดหยาม “ท่านคิดจะทำอะไร?”
“ข้าน้อยเลื่อมใสฝีมือยิงธนูของคนผู้นี้ยิ่งนัก อยากเห็นว่าผู้กล้าจากแห่งหนใดจึงมีฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้”
สือถุนเลื่อมใสจากใจจริง เขาชื่นชอบวิชายุทธ์มาตั้งแต่เด็ก และยิ่งนับถือผู้มีฝีมือสูงส่ง
เมื่อเติบใหญ่ เขากลายเป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยม เคยเสาะหาผู้เชี่ยวชาญในกองทัพเพื่อประลอง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอาชนะเขาได้
