ประตูเมืองหยินโจวยังคงเปิดตามปกติ ทว่าทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูต่างตึงเครียด พวกเขาตรวจสอบชาวบ้านที่เข้าออกเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ยามหลินเฟิงเข้าเมือง กระบี่หักของเขาถูกทหารยึดไป เขามองทหารคนหนึ่งโยนมันลงในกองสิ่งของสารพัดที่เพิ่งถูกยึดมาอย่างไม่ใส่ใจ
หลินเฟิงกับเสี่ยวไป๋มีทรัพย์สินติดตัวเพียงน้อยนิด คนหนึ่งเป็นบัณฑิตตกอับ อีกคนดูคล้ายบุตรีตระกูลมั่งคั่ง ทว่ากลับไม่มีเงินแม้แต่เหรียญเดียว หลังจากกระบี่หักถูกยึด ทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง
ร้านค้าตามถนนในเมืองหยินโจวยังคงเปิดทำการ ผู้คนบนถนนมีไม่มาก ทุกคนต่างมีสีหน้าหวาดหวั่น ฝีเท้าเร่งร้อน
แทบไม่มีผู้ใดเดินทอดน่องพลางมองสำรวจรอบด้านเช่นหลินเฟิงกับเสี่ยวไป๋
เมื่อเดินผ่านถนนช่วงหนึ่ง หลินเฟิงยื่นมือกวักไปในอากาศ กระบี่หักพลันปรากฏขึ้นในมืออย่างไร้สุ้มเสียง เขาเก็บมันกลับมาแล้วเหน็บไว้ด้านหลังเอว
“ที่นี่คือที่ใด?”
เสี่ยวไป๋หันมองไปรอบด้าน มิได้สนใจท่วงท่าอวดดีของหลินเฟิง เพียงเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ
“ตัวอักษรบนประตูเมือง พี่ใหญ่ไม่รู้จักหรือ?”
หลินเฟิงออกท่าทางอย่างภาคภูมิใจ คิดว่าตนช่างเท่สง่างาม แต่กลับไม่มีผู้ชมสักคนให้ยกย่อง จึงรู้สึกหมดสนุก เขาเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แทนที่จะตอบคำถาม
“อย่าพูดไร้สาระ ข้าถามสิ่งใดก็ตอบสิ่งนั้น”
เสี่ยวไป๋มีนิสัยเอาแต่ใจอยู่ไม่น้อย ตอนอยู่ในสำนัก ไม่เคยมีศิษย์คนใดกล้าแสดงความไม่เคารพแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า ในสำนักของนางเหลือศิษย์อยู่เพียงสองคน อีกทั้งแทบไม่มีคนนอกเข้าไป
“เมืองหยินโจวแห่งซีเซี่ย”
