แต่เฟิงหลี่กลับมิได้โชคดีเช่นนั้น
เดิมทีเขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ร่างกายไร้ซึ่งวรยุทธ์แม้แต่น้อย ลูกธนูขนปีกถาโถมมาแน่นขนัด เหล่าองครักษ์จึงดูแลไม่ทั่วถึงชั่วขณะ
เมื่อสะพานชักถูกฟันขาด ทุกคนต่างเร่งหนีออกไป จึงพบว่าเฟิงหลี่ถูกยิงจนพรุนราวกับเม่น
องครักษ์อีกสองนายก็ถูกลูกธนูเช่นกัน ท่ามกลางความชุลมุน พวกเขาไม่สนใจบาดเจ็บล้มตาย เอาแต่คุ้มกันเหมียวฉางเฟิง ก่อนถอยข้ามคูเมืองไป
ทางด้านเฉียวจวี้ซานเองก็ต้านทหารโจรสลัดจำนวนมากไม่ไหว จึงเลิกขวางแล้ววิ่งออกมา
เขากวัดแกว่งทวนยาว คอยปัดป้องลูกธนูขนปีก
มีปราณแท้คุ้มกาย เขาจึงมิได้เห็นลูกธนูขนปีกเป็นภัยนัก ครั้นวิ่งข้ามสะพานชักไปได้ครึ่งทาง ก็เห็นโจรสลัดไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด
เฉียวจวี้ซานฮึดฮัดด้วยความเดือดดาล ก้มลงใช้สองมือคว้าขอบสะพานชัก แล้วออกแรงยกมันขึ้นอย่างสุดกำลัง
เมื่อโคจรปราณแท้ ผนวกกับพละกำลังมหาศาลของร่างกาย เขาก็เปล่งเสียงคำราม กำลังสองแขนปะทะกันอย่างดุเดือด ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของเหล่าทหารโจรสลัด สะพานชักทั้งสะพานถูกบิดจนคดงอเป็นเกลียว
เสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น สะพานชักขนาดมหึมาถูกเฉียวจวี้ซานบิดขาดออกจากกัน
ชั่วขณะนั้น ลูกธนูบนกำแพงเมืองหยุดลง แม้แต่ทหารโจรสลัดที่ไล่ตามมาจนถึงริมคูเมืองก็ยังลืมไปชั่วครู่ว่าตนควรทำสิ่งใด
พวกเขาได้แต่จ้องเฉียวจวี้ซานซึ่งดูราวกับเทพสวรรค์อย่างตาค้าง
เหมียวฉางเฟิงหันกลับมาเห็นภาพนี้ท่ามกลางความเร่งร้อน ในใจก็อดทอดถอนใจไม่ได้
ช่างเป็นชายชาตรีโดยแท้ สมกับเป็นบุรุษแห่งต้าเจิ้งของข้า
ขณะที่พวกเขากำลังโล่งใจว่าพวกโจรสลัดในเมืองไล่ตามมาไม่ได้ ก็พลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน ก่อนจะได้ยินเสียงทหารม้าศึกควบเข้ามา
