ชายชราผู้นี้ลึกลับยิ่งนัก ในความทรงจำของน่าเริ่น
ทั้งบิดาของตนและอาจารย์ผู้วางท่าหยิ่งผยองต่างให้ความเคารพชายชราผู้นี้อย่างยิ่ง
บิดาเคยเตือนเขาหลายครั้ง
หากแสดงกิริยาไม่เคารพชายชราผู้นี้แม้แต่น้อย จะหักขาเขาให้จงได้
ป๋อหนานจื่อหรี่ตามองน่าเริ่นที่อยู่เบื้องหน้า ร่างของอีกฝ่ายถูกพันธนาการด้วยเครื่องพันธนาการเหล็กกล้าหลากชนิด จนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้
เขาลอบถอนหายใจ หลินเฟิงผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยก็ยังแสดงให้เห็นความน่าทึ่ง
เขาไม่พูดกับน่าเริ่น เพียงยื่นมือไปลูบคลำเครื่องพันธนาการบนร่างอีกฝ่าย แล้วตรวจดูอย่างละเอียด
น่าเริ่นทนไม่ไหวในที่สุด
“ท่าน...ผู้อาวุโส เหตุใดจึงมาที่นี่?”
ป๋อหนานจื่อพลิกดูอยู่นาน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“น่าเริ่น เจ้ายอมจำนนแล้วหรือไม่?”
น่าเริ่นกลอกตาไปมาหลายหน
“ยอมหรือไม่ยอมก็เป็นเช่นนี้แล้ว จะต่างกันอย่างไร?”
ป๋อหนานจื่อพยักหน้า “หากยอมรับจากใจจริง ยังมีโอกาสรอดชีวิต”
“หากไม่ยอมเล่า?”
“ก็มีแต่ทางตาย”
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศในคุกพลันเงียบงัน
มีเพียงเสียงคร่ำครวญเจ็บปวดดังขึ้นเป็นระยะ
เมื่อต้องเผชิญความเป็นความตาย น่าเริ่นยังคงมีสติปัญญาอยู่บ้าง
แม้เขาอยากประมือกับหลินเฟิงอีกสักครั้ง เพื่อดูให้รู้ว่าใครเหนือกว่ากัน
แต่ในใจเขารู้ดีว่าหลินเฟิงไม่มีทางมอบโอกาสเช่นนั้นให้
หลังไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า น่าเริ่นก็เอ่ยขึ้น
“ขอผู้อาวุโสช่วยชีวิตข้าด้วย”
ป๋อหนานจื่อรอคำนี้อยู่แล้ว จึงยิ้มอย่างยินดี
เขารับคำขอจากหัวหน้าเผ่าคู่ลั่วให้ออกมาช่วยชีวิตบุตรชายเพียงคนเดียว แม้แต่ป๋อหนานจื่อเองก็ยังไม่มั่นใจเต็มสิบส่วน
ทว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว คาดว่าภารกิจคงสำเร็จลุล่วง
