การเคลื่อนไหวของกองทัพชิงสุ่ยทำให้ว่านเหยียนชิงเทียนเริ่มกระวนกระวาย
เขาเรียกเวินตี๋ฮั่นกับปี้หลานมาพบอย่างเร่งด่วน ทั้งสามมารวมตัวกันในกระโจมบัญชาการกลางเพื่อหารือเรื่องศึก
“หลายวันนี้น่าเริ่นกำลังคิดทำอันใดอยู่กันแน่?”
ว่านเหยียนชิงเทียนขมวดคิ้วถาม
เวินตี๋ฮั่นส่ายหน้าอย่างจนใจ “จะมีอะไรได้อีก เขาใช้วิธีเดียวกับที่พวกเราเคยใช้ คอยก่อกวนพื้นที่ชิงสุ่ยไม่หยุด เพื่อไม่ให้หลินเฟิงได้อยู่อย่างสงบ”
ปี้หลานพยักหน้า “เขาคิดจะตัดสินแพ้ชนะกับหลินเฟิงแล้ว”
ว่านเหยียนชิงเทียนครุ่นคิด “มิใช่บอกว่าเขาไม่ค่อยฉลาดหรอกหรือ?”
เวินตี๋ฮั่นยิ้มกล่าว “ใต้เท้า ที่สำคัญคือน่าหลานคอยช่วยเหลือเขาอย่างสุดกำลัง”
“อืม น่าหลานเป็นคนมีความคิด”
ปี้หลานมองว่านเหยียนชิงเทียนด้วยความกังวล “ใต้เท้า หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับบีบให้พวกเราเปิดศึก หากพ่ายแพ้ขึ้นมา เจิ้นซีก็จะไม่มีที่ให้พวกเรายืนอีก”
ว่านเหยียนชิงเทียนถลึงตามองเขาอย่างไม่พอใจ
“เหตุใดไม่พูดว่าหากพวกเราชนะ ก็จะฉวยโอกาสบุกเข้าไปในพื้นที่ชั้นในของเจิ้นซีเล่า?”
เวินตี๋ฮั่นกับปี้หลานไม่กล่าวสิ่งใด ต่างก้มหน้าสงบนิ่ง
ว่านเหยียนชิงเทียนแค่นเสียงเย็นด้วยความขุ่นเคือง
“พวกเจ้าหมดความมั่นใจในทหารม้าเหล็กของพวกเราแล้วหรือ?”
เวินตี๋ฮั่นเงยหน้าขึ้นอย่างจนใจ “ใต้เท้า พวกเราเสียเปรียบหลินเฟิงมาหลายครั้งแล้ว หากเปิดศึกชี้ขาดก่อนกำหนด ย่อมไม่มีโอกาสชนะ”
ว่านเหยียนชิงเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เปิดศึกชี้ขาดก่อนกำหนดก็ดีเหมือนกัน ทหารสี่หมื่นนายอยู่ที่นี่ อีกไม่นานเสบียงก็จะหมด ไม่สู้ให้น่าเริ่นเป็นแนวหน้า ปะทะกับหลินเฟิงสักครั้ง”
องครักษ์เกราะเงินสองนายรีบพยักหน้ารับ
สองพี่น้องน่าเริ่นกับน่าหลานรวบรวมทหารม้าฝีมือดีของเผ่าคู่ลั่ว 5,000 นาย กับกำลังพลเกือบ 10,000 นายของพยัคฆ์เดียวดายเข้าไว้ด้วยกันแล้ว
แผนของพวกเขาคือใช้ความคล่องแคล่วปราดเปรียวของทหารม้าสอดแนมเที่ยเจิน คอยก่อกวนพื้นที่ชิงสุ่ยอย่างต่อเนื่อง
