จ้าวกุยขมวดคิ้วกล่าวว่า “เป็นพวกคนขับรถม้าขนเสบียงกลุ่มหนึ่ง พอเห็นความเคลื่อนไหวในน้ำก็ร้องตะโกนอยู่นอกเมือง”
อ๋องรุ่ยขมวดคิ้ว “คนขับรถม้าเห็นบางสิ่งในน้ำหรือ?”
จวีเฉาเยว่ถามอย่างสงสัยเช่นกัน “คนขับรถม้าเหล่านั้นจะสนใจสิ่งผิดปกติในน้ำโดยไม่มีเหตุอันใดหรือ?”
จ้าวเฟิ่งชุนเอ่ยขึ้นในเวลานี้ว่า “ท่านอ๋อง ตามคำกล่าวของหัวหน้าสิบนายที่นำคนออกไปตรวจสอบสถานการณ์นอกเมือง เป็นเพราะได้ยินเสียงคนขับรถม้าร้องตะโกน จึงเปิดประตูออกไป และยังมีทหารนายหนึ่งยอมเสี่ยงชีวิตสกัดกองทัพกบฏไว้นอกเมือง เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกมันบุกเข้ามา”
จ้าวซั่วกล่าวว่า “ส่งคนไปตามหาคนขับรถม้าเหล่านั้นทันที สืบหาสาเหตุให้กระจ่าง”
หม่าปู้เซวียนขมวดคิ้วถามว่า “ก็แค่คนขับรถม้าเห็นความผิดปกติในน้ำแล้วร้องตะโกนเสียงดัง จนทหารเฝ้าเมืองแตกตื่น เรื่องนี้ยังต้องสืบหาอะไรอีก?”
จ้าวกุยกล่าวเสียงขรึมว่า “เมื่อถูกคนพบเข้าแล้ว โจรสลัดทะเลอำมหิตเหล่านั้นจะยอมปล่อยคนขับรถม้าไปได้อย่างไร ไม่จำเป็นต้องตามหาอีกแล้ว”
เว่ยหมิงถอนหายใจ “โจรสลัดทะเลพวกนี้ไร้มนุษยธรรม สังหารผู้คนดุจผักปลา ทว่ากลับมีความสามารถในการรบสูงส่ง ไร้ผู้ใดปราบได้ ช่างน่าจนใจยิ่งนัก”
อ๋องรุ่ยแค่นเสียง “ฮึ จ้าวเจิงชักนำพวกเดนมนุษย์โหดเหี้ยมไร้คุณธรรมเหล่านี้เข้ามาในแผ่นดิน วันหน้าต้องได้รับผลกรรมที่ตนก่อเป็นแน่”
ตรัสจบก็โบกพระหัตถ์ “ทุกกองกำลังต้องระมัดระวัง อย่าปล่อยผ่านรายละเอียดใด ๆ หากเกิดความบกพร่องเช่นนี้อีก อย่าหาว่าเราใจเหี้ยมมืออำมหิต”
ถ้อยคำนี้ทำให้ทุกคนใจเต้นระรัว
เมื่อเห็นทุกคนมีสีหน้าระมัดระวัง อ๋องรุ่ยก็หันพระพักตร์ไปทางจ้าวเฟิ่งชุนอีกครั้ง
