จวีเฉาเยว่ยิ้มขื่น “ใต้เท้าฝู่ถ่งหลิ่ง ขุมกำลังต่าง ๆ ในราชสำนักซับซ้อนเกี่ยวพันกัน บางครั้งแม้แต่ฝ่าบาทก็ยังทรงลำบากพระทัย”
หลินเฟิงแค่นเสียงเย็น “ได้ ให้พวกมันจำไว้ให้ดี อย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
ขณะนั้นทหารนายหนึ่งเข้ามารายงานว่า มีกงกงจากวังหลวงมาถึงนอกเมืองนครหลวงแล้ว
ผู้ที่เดินทางมาจากวังหลวงเพื่อถ่ายทอดพระราชโองการคือหานซู่ เขาพาทหารม้าเพียงสิบกว่านายเข้ามาในเมือง ก่อนจะมาพบหลินเฟิง
“โอ๊ย ใต้เท้าฝู่ถ่งหลิ่ง ขอแสดงความยินดีที่พิชิตเมืองได้อีกแห่งแล้ว ข้าน้อยมาร่วมยินดีกับใต้เท้า”
กล่าวพลางโน้มกายลง เตรียมคุกเข่า
หลินเฟิงรีบยื่นมือออกไปทำท่าประคอง “ไม่ต้องมากพิธี เมืองเหล่านี้ล้วนเป็นของต้าจง ผู้ที่ควรแสดงความยินดีด้วยย่อมเป็นฝ่าบาทต่างหาก”
หานซู่อาศัยคำพูดนั้นลุกขึ้นยืน
“ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้ใต้เท้าฝู่ถ่งหลิ่งเข้าวังเฝ้าฝ่าบาท พระองค์จะพระราชทานรางวัลแก่ใต้เท้าด้วยพระองค์เอง”
หลินเฟิงยิ้มกล่าว “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย ขันทีหานลำบากแล้ว”
ทั้งสองต่างกล่าวถ้อยคำเกรงอกเกรงใจกัน ก่อนจะแยกนั่งตามลำดับเจ้าภาพและแขก
“ขันทีหาน ไม่ทราบว่าสถานการณ์ในนครหลวงเป็นอย่างไรบ้าง”
“ใต้เท้าฝู่ถ่งหลิ่งคงยังไม่ทราบ บัดนี้ขุนนางและชาวเมืองต่างเบิกบานยินดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข ทุกคนต่างกล่าวชื่นชมในความเก่งกล้าของใต้เท้าฝู่ถ่งหลิ่ง ที่ชิงเมืองคุนกลับคืนมาให้ต้าจง”
“ฮ่า ๆ ในฐานะขุนนางแห่งต้าจง นี่เป็นหน้าที่ที่พึงกระทำอยู่แล้ว”
หานซู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ใต้เท้าฝู่ถ่งหลิ่งเพิ่งมานครหลวงได้เพียงยี่สิบกว่าวัน ก็สามารถชิงเมืองคุนกลับคืนมาได้ในคราเดียว ทั้งยังตีกองทัพผ้าโพกหัวดำสี่หมื่นนายจนแตกพ่าย ใครบ้างจะไม่กล่าวชมว่าเป็นเทพแท้”
