พวกเขาเดินเข้าเมืองมาอย่างภาคภูมิ ลำพองใจ
เรียกสายตาอิจฉาจากผู้คนเป็นกลุ่ม ๆ ในทันที
“เกราะเงินเชียวหรือ บัดซบเอ๊ย ใครกันที่โชคดีได้มา?”
“ข้าตามล่าตั้งนาน ยังได้เกราะเหล็กมาแค่เจ็ดแปดชุด ไอ้พวกนี้กลับได้เกราะเงินมาเป็นพวง น่าโมโหชะมัด”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม ทุกหนแห่งมีแต่ความอิจฉาริษยา
ระหว่างที่พวกเขาเดินผ่าน เหล่าทหารที่ได้เกราะทองแดงมาก็พลอยถูกข่มรัศมีลงไปด้วย
พวกนั้นจึงแสยะยิ้มเยาะเย้ยถากถาง
กล่าวโดยรวมแล้ว กองทัพชิงสุ่ยที่ทยอยกลับมาล้วนได้รับของติดมือกันคนละอย่าง
ทหารแทบทุกนายเปื้อนโคลนเลอะเทอะไปทั้งตัว แม้แต่ม้าศึกก็สกปรกมอมแมม
ทว่าก็ยังกลบสีหน้าตื่นเต้นยินดีไว้ไม่มิด
หลี่ตงไหลหน้าขรึม ควบม้าศึกมุ่งไปยังกองบัญชาการของหลินเฟิงอย่างเร่งร้อน
เมื่อเข้าไปในห้อง หลี่ตงไหลก็มองหลินเฟิงด้วยสีหน้าคาดหวัง
“พี่ใหญ่ ท่านรีบไปช่วยจินวั่งทีเถิด”
เถาจินวั่งเป็นเชียนฟูจ่างที่รบเก่งที่สุดและทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุดในบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาของหลี่ตงไหล
ทุกครั้งที่ออกรบ เขาล้วนเป็นผู้นำทัพ บุกตะลุยอยู่แนวหน้า
แต่คราวนี้เขากลับบาดเจ็บสาหัส แม้แต่หมอหลวงในกองทัพก็จนปัญญาและประกาศว่าหมดทางรักษา
หลินเฟิงทราบเรื่องนี้จากรายงานการศึกมานานแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ ดูจากสีหน้าของหลี่ตงไหลแล้ว เถาจินวั่งคงไม่รอดเป็นแน่
หลินเฟิงถอนหายใจ วางรายงานการศึกในมือลง ก่อนลุกขึ้นโบกมือ
“ไป ดูอาการกัน”
ในใจเขาเองก็ไม่มั่นใจ เขาไม่ใช่หมอ ทั้งไม่ใช่เทพเซียน
แม้ในใจของคนเหล่านี้ หลินเฟิงจะเก่งกาจไร้เทียมทานก็ตาม
