ล้วนเป็นคนคุ้นเคยกันในยามปกติ ยามเฝ้าจวนจึงมิได้ลงมือจริงจัง ถูกเบียดไปอยู่ข้างหนึ่ง ได้แต่ยืนมองความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยความงุนงง
ท่ามกลางความชุลมุน บ่าวชายหญิงหลายสิบคนพากันวิ่งกรูออกจากจวน
ทั่วทุกแห่งมีแต่เสียงตะโกนโหวกเหวก ไก่บินสุนัขกระเจิง
ผู้คนที่หนีออกจากจวนต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
เมื่อได้ยินรายงาน เจียงเฉิงหย่งก็พรวดออกมาจากห้องด้วยความร้อนใจ กระทืบเท้าอยู่ในลาน พลางตวาดด่ายามเฝ้าจวนให้ตามไปจับ
ยามเฝ้าจวนเจ็ดแปดคนพากันวิ่งออกจากจวน แล้วแยกย้ายไล่ตามไปยังทิศทางต่าง ๆ
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาออกไปตามจับจริง ๆ หรือหนีไปด้วยกันแน่
หลินเฟิงเลี้ยวตรงหัวถนน เข้าไปในเรือนร้างหลังหนึ่งซึ่งซ่อนเงินทองไว้ แล้วหยิบห่อสัมภาระออกมา
นี่คือเสบียงเดินทางที่เตรียมไว้ให้ตนเองนานแล้ว เขาสะพายขึ้นหลัง ก่อนมุ่งไปทางประตูทิศใต้ของตัวอำเภอตามตรอกเล็ก
เสียเวลาไปมากเกินควร หลินเฟิงเองก็รู้ว่าตนทำตัวเหมือนเด็ก ทว่าก็อดทำเช่นนี้ไม่ได้
อย่างน้อยก็ทำให้ความอัดอั้นในใจคลายลงไม่น้อย
เมื่อคนในจวนตระกูลเจียงหนีหายไปหมด เจียงเฉิงหย่งมองยามเฝ้าจวนสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า น้ำตาแทบไหล
พ่อบ้านเฒ่าเจียงฝูรีบวิ่งเข้าไปในเรือน
เจียงอวิ้นฟื้นคืนสติแล้ว เอนกายพิงผ้าห่ม ดวงตาเหม่อลอยไร้แวว
ฮูหยินเจียงถือถ้วยยา คอยปลอบประโลมและเกลี้ยกล่อมให้เขาดื่มยา
เจียงไห่หยุนยืนอยู่ข้าง ๆ ในมือถือน้ำตาลเกล็ด รอให้บิดาดื่มยาเสร็จแล้วจึงป้อนให้สักหน่อยเพื่อแก้รสขม
เจียงฝูวิ่งลนลานมาถึงหน้าประตู ก่อนลดเสียงลง
“นายท่าน ฮูหยิน พวกเขาหนีไปหมดแล้ว พวกสารเลวนั่นหนีไปหมดแล้ว...”
เจียงไห่หยุนขมวดคิ้วถาม “เจียงฝู พูดให้ชัด ใครหนีไป”
