จ้าวฉุนขยันขันแข็งยิ่งนัก ทุกวันเขาจุดตะเกียงทำงานจนดึกดื่น ตั้งใจตรวจทานฎีกาที่ขุนนางจากศาลาว่าการต่าง ๆ ยื่นขึ้นมา หากพบเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้ เขาจะเรียกจ้าวเทียนอวี๋มาหารือกัน แล้วจึงเขียนคำวินิจฉัย
คดีของหลี่หู่แห่งซิงปู้ เมื่อใดมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น ก็ยังคงต้องรายงานอัครมหาเสนาบดีเหวินเฉิง จากนั้นเหวินเฉิงจึงร่างฎีกาส่งเข้าวัง เพื่อรอคำวินิจฉัยจากฝ่าบาท
ส่วนจูเจี๋ยแห่งปิงปู้กลับค่อนข้างสบายกว่า ภารกิจส่วนใหญ่ของเขาเกี่ยวข้องกับกองทัพเจิ้นซี จึงไปหารือกับแม่ทัพเอกหวังเฉียนได้โดยตรง ทั้งสองปรึกษากันก็สามารถตัดสินเรื่องต่าง ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องรายงานเหวินเฉิงอีก ขุนนางในสังกัดปิงปู้ก็ไม่กล้าถ่วงเวลา สามารถดำเนินการได้ทันที
มีเพียงเผิงปิน จิงจ้าวอิ่น ที่ตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วน เขาดูแลกิจการต่าง ๆ ทั่วทั้งนครหลวง ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็ก ล้วนต้องผ่านมือเขา ทว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายอย่างไม่อาจตัดสินได้ในทันที จำต้องรายงานเหวินเฉิง แล้วรอให้เหวินเฉิงกราบทูลฝ่าบาท
แต่เผิงปินปฏิเสธที่จะเข้าประชุมราชสำนัก ทั้งยังไม่ยอมรับราชโองการของจ้าวฉุน ทำให้ขั้นตอนการบริหารราชการทั้งระบบปั่นป่วน
แน่นอนว่า มิใช่มีเพียงเขาผู้เดียวที่ทำให้เรื่องราชการวุ่นวาย งานราชการทั่วทั้งต้าจงก็พลอยยุ่งเหยิงไปด้วย เพราะความขยันขันแข็งของฮ่องเต้จ้าวฉุน
นโยบายหลายข้อที่หลินเฟิงกำหนดไว้แต่เดิม ถูกจ้าวฉุนแก้ไขไปไม่น้อย
เขาไม่กล้าแก้ไขครั้งใหญ่ เพียงแสดงความเห็นของตนในเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตานัก แล้วเพิ่มความเห็นเหล่านั้นลงไปในคำวินิจฉัยฎีกา
อัครมหาเสนาบดีเหวินเฉิงถูกคั่นกลาง ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
