เซี่ยจ้งแค่นหัวเราะ “เวินเจี้ยน สำรวมหน่อยเถิด สตรีงามมีมากมาย ไยต้องยึดติดกับสตรีที่มีสามีแล้วคนเดียว”
“ฟังเจ้าพูดเข้า ข้าก็แค่ถามประโยคเดียว ทำราวกับว่าข้าคิดต่ำทรามถึงเพียงนั้น”
“เจ้ายังไม่ต่ำทรามอีกหรือ?”
“เจ้า...”
เวินเจี้ยนกำลังจะโต้กลับ พลันได้ยินเสียงเอะอะโกลาหลดังมาจากลานกว้าง
รถคุมขังสองคันแล่นออกมาจากตรอกแห่งหนึ่ง บนนั้นมีคนอยู่สองคน ผมเผ้ายุ่งเหยิงปกคลุมใบหน้า จนดูไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง
ทหารขับไล่ฝูงชนให้แหวกทาง เปิดทางให้รถคุมขังเข้าสู่กลางลานกว้าง ก่อนหยุดลงหน้าแท่นสูง
ชายฉกรรจ์หลายสิบคนก้าวเข้าไปเปิดกรงรถ แล้วลากตัวนักโทษออกมา
นักโทษทั้งสองถูกลากขึ้นไปบนแท่นสูง คุกเข่าหมอบกับพื้น ก้มหน้าลงต่ำ
บนแท่นสูงมีขุนนางชูราชโองการขึ้น เริ่มอ่านประกาศ เสียงพูดจ้อกแจ้กดังเป็นชุด ทว่าฝูงชนด้านล่างส่งเสียงอื้ออึงเกินไป คนที่อยู่บนหลังคาไกลออกไปจึงฟังไม่ชัดว่าขุนนางกล่าวสิ่งใด
แน่นอนว่าหลินเฟิงฟังได้ชัดเจน เพียงแต่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของภาษาต้าเหอ จึงจับใจความได้เพียงคร่าวๆ
เมื่อขุนนางอ่านประกาศจบ เพชฌฆาตที่เปลือยอกก็เดินเข้าไป จัดแต่งผมของนักโทษทั้งสอง เผยให้เห็นใบหน้า
หลินเฟิงหรี่ตา เพ่งมองเพื่อยืนยันรูปลักษณ์ของนักโทษทั้งสอง
นักโทษหญิงคนนั้นเป็นพระชายานัตสึโกะจริงๆ ส่วนชายวัยกลางคนอีกคนก็คือผู้ที่หลินเฟิงเคยพบมาก่อน คนที่แอบอ้างเป็นจักรพรรดิคันบุน
ทั้งสองกลายเป็นดั่งศพเดินได้ที่ไร้ชีวิต ปล่อยให้ผู้อื่นจัดการตามใจ
โทกุงาวะ นารุชิเงะไม่กล้าลงมือเล่นตุกติกในเรื่องนี้ ต่อให้คิดจะทำก็ไม่มีความกล้าพอ เว้นแต่จะมัวเมาในกามจนไม่เห็นอนาคตของตน
